การประเมินผลตามสภาพจริง
1. การประเมินผลตามสภาพจริง
2. เมื่อหลักสูตรของเราเป็ นหลักสูตรอิงมาตรฐาน
การจัดการเรียนการสอนจึงได้นาแนวคิดการสร้างสรรค์ความรู้ มาใช้เป็
นกรอบแนวคิดในการออกแบบการจัดการเรี ยนการสอน ดังนั้นการวัดในชั้นเรี
ยนเราก็ควรมองหาหนทางใหม่
เพื่อให้การประเมินสอดคล้องกับแนวคิดที่กาลังเปลี่ยนไปในกระบวนการสร้างและพัฒนาแบบวัดมาตรฐานที่เราได้เรี
ยนรู้และใช้มานานซึ่ งมีความรู ้ ความเชี่ยวชาญมากพอ
แต่เราต้องทาความเข้าใจทั้งในแง่ความคิดรวบยอด ความหมายและเทคนิควิธีการต่างๆ
ของการประเมิน การประเมินตามสภาพจริ ง ซึ่ งนับเป็
นทางเลือกใหม่ของการประเมินผลที่สอดคล้องกับหลักสู ตร
3. การประเมินผลตามสภาพจริง หมายถึง กระบวนการการประเมินผูเ้ รี
ยน ในด้านความรู้ความสามารถ และทักษะในด้านต่างๆ โดยผ่านกระบวนการ การสังเกตการบันทึก
การรวบรวมข้อมูลจากผลงาน และวิธีการทางานของผูเ้ รี ยนเพื่อเปิ ดโอกาสให้ผเู้ รี
ยนลงมือปฏิบติงานจริ ง ตามเหตุการณ์ สภาพ ัความเป็ นจริ
งที่เกิดขึ้นในชีวตประจาวัน ิ
4. ตัวอย่ าง การประเมินตามสภาพจริ ง จาเป็
นจะต้องใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายมีวิธีการตัดสิ นโดยใช้เกณฑ์ (Criteria) หรื อมาตรฐาน (Standard)เดียวกับเกณฑ์ หรื อ มาตรฐานที่ใช้ตดสิ นการทางานในชีวตจริ งในชิ้นงาน ั
ิเดียวกันหรื อประเภทเดียวกัน เช่น การกาหนดให้ผเู้ รี ยนจัดทานิทรรศการวิชาการ
การจัดทาหนังสื อเล่มเล็กเกี่ยวกับชุมชน การผลิตสบู่จากสมุนไพรแต่ในวิชากลุ่มวิทยาศาสตร์และคณิ
ตศาสตร์ การจาสูตรต่างๆได้ จึงไม่ใช่ชิ้นงานตามสภาพจริ ง
แต่การใช้สูตรเพือแก้ปัญหาภายใต้สภาพแวดล้อมหรื อ ่สภาพแวดล้มที่เกิดขึ้นจริ งหรื
อใกล้ความจริ งให้มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ จึงจะเป็ นชิ้นงานตามสภาพจริ ง
5. ปรัชญาพืนฐานของการประเมินตามสภาพจริง ้ 1.
มุ่งเน้นว่าความรู ้ในเรื่ องใดเรื่ องหนึ่งมีความหมายได้หลากหลาย 2. การเรี
ยนรู้เป็ นเรื่ องของกระบวนการที่เป็ นธรรมชาติมีบูรนาการและ เป็ นส่
วนหนึ่งของชีวิต 3. มุ่งเน้นกระบวนการ (Process) และผลผลิต (Product) 4. มุ่งเน้นการสื บสวนสอบสวน (Inquiry)
5. มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุนและอานวยความสะดวกต่อการเรี ยนของผูเ้
รี ยน ้ 6. เน้นการเชื่อมโยงระหว่าง พุทธพิสย จิตพิสย และ ทักษะพิสย ั ั ั 7.
เชื่อว่าการตัดสิ นใจในสิ่ งที่จะสอนและสิ่ งที่จะวัดเป็ นเรื่ องอัตนัย (Subjective)
และเกี่ยวกับคุณค่า (Value) 8.
เน้นการมีส่วนร่ วมในการตัดสิ นใจ 9. เชื่อว่าการเรี ยนรู ้เป็
นกระบวนการที่เกิดจากความร่ วมมือ (Collaborative Process)
6. ลักษณะสาคัญของาการประเมินตามสภาพจริง 1. งานที่ปฏิบติเป็
นงานที่มีความหมาย ั 2. เป็ นการประเมินรอบด้านด้วยวิธีที่หลากหลาย 3.
ผลผลิตมีคุณภาพ 4. ใช้ความคิดระดับสู ง 5. มีปฏิสมพันธ์ทางบวก ั 6.
งานและมาตรฐานต้องชัดเจน 7. มีการสะท้อนตนเอง ั ิ 8. มีความสัมพันธ์กบชีวตจริ ง 9.
เป็ นการประเมินอย่างต่อเนื่อง 10.เป็ นการบูรนาการความรู ้
7. ขั้นตอนการประเมินตามสภาพจริง 1. กาหนดวัตถุประสงค์และเป้
าหมายในการประเมิน 2. กาหนดขอบเขตในการประเมิน 3. กาหนดผูประเมิน ้ 4.
เลือกใช้เทคนิคและเครื่ องมือในการประเมิน 5. กาหนดเวลาและสถานที่ที่จะประเมิน 6.
วิเคราะห์ผลและวิธีการจัดการข้อมูลการประเมิน 7. กาหนดเกณฑ์ในการประเมิน ่
อาจกล่าวสรุ ปได้วาการประเมินตามสภาพจริ งเป็ นขั้นตอนที่ครู และ นักเรี ยนร่
วมกันกาหนด ผลสัมฤทธิ์ที่ตองการโดยวิเคราะห์จากหลักสูตรกลาง ้
หลักสูตรท้องถิ่นและความต้องการของนักเรี ยน
8. การวางแผนการประเมินตามสภาพจริง ในการประเมินตามสภาพจริ
งนั้น ควรเริ่ มอย่างช้าๆ อย่างเข้าใจเป้ าหมายของการประเมินอย่างแท้จริ ง
โดยเน้นที่1. การกาหนดจุดมุ่งหมายของการประเมิน
เพื่อแสวงหาข้อมูลการแสดงออกของนักเรี ยนตลอดเวลา ที่ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเรี
ยนรู ้ของนักเรี ยนเพิมพูนศักยภาพของผูเ้ รี ยน และใช้เป็ น ่ข้อมูลพัฒนาการเรี
ยนการสอนตลอดหลักสูตร
9. การวางแผนการประเมินตามสภาพจริง2. การกาหนดขอบเขตการประเมิน
จะต้องพิจารณาเป้ าหมายที่ตองการให้เกิดกับนักเรี ยน ความเชื่อมโยง
้การพัฒนาการเรี ยนรู้ระหว่างวิชาต่างๆในหลักสูตร โดยต้องพิจารณาลาดับการเรี ยนรู
้ ที่เริ่ มจากความตระหนักไปสู่การสารวจ การสื บสวน และการนาไปใช้ ซึ่
งต้องวางแผนให้ครอบคลุม ดังนี้ 1. ความรู้ความจริ ง 2. ทักษะและกระบวนการ 3.
ความรู้สึก 4. คุณลักษณะ
10. การวางแผนการประเมินตามสภาพจริง3.
เทคนิคและยุทธวิธีการประเมิน 3.1 การประเมินอย่ างเป็ นทางการ
การประเมินด้วยแบบทดสอบมาตรฐานที่แตกต่างจาก แบบทดสอบที่ครู สร้างขึ้น เช่น
แบบทดสอบที่พฒนาโดยหน่วยงาน ั เช่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน
แบบทดสอบความถนัด แบบทดสอบวัดข้อบกพร่ องแบบทดสอบวัดความสามารถทางวิชาการ เป็ นต้น
หรื อที่เรี ยกว่า ใช้แบบทดสอบความสามารถจริ ง ( Authentic
Test )
11. การวางแผนการประเมินตามสภาพจริง3.
เทคนิคและยุทธวิธีการประเมิน 3.2 การประเมินอย่ างไม่ เป็ นทางการ สรุ
ปลักษณะสาคัญได้ดงนี้ ั ่ - ตั้งอยูบนพื้นฐานการปฏิบติในสถานการณ์ที่เป็ นจริ ง ั
- ให้ความสาคัญกับจุดแข็งของนักเรี ยน - เน้นการแสดงออกอย่างชัดเจน - เป็ นการเรี
ยนอย่างมีความหมาย ั - มีสมพันธ์กบการเรี ยนการสอน ั - แสดงภาพรวมของการเรี ยนรู ้
และสมรรถภาพของผูเ้ รี ยน - ใช้ได้ตลอดเวลากับทุกสถานการณ์ที่เป็ นจริ ง ่ -
ขึ้นอยูบนพื้นฐานของหลักสู ตรที่เป็ นภาพจริ ง - เอื้ออานวย สนับสนุน ส่ งเสริ
มพัฒนาการและการเรี ยนรู ้ของเด็กทุกด้าน
12. การวางแผนการประเมินตามสภาพจริง4.การจัดเก็บข้
อมูลจากการประเมิน การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของนักเรี ยนที่เหมาะสม
ได้แก่ - การสังเกต - การบันทึกพฤติกรรม - การสุ่ มเวลาและเหตุการณ์ - การสัมภาษณ์
- การสุ่ มตัวอย่างผลงานของนักเรี ยน - การเยียมบ้านนักเรี ยน ่ -
การตอบคาถามของผูปกครอง ้ - การศึกษาเฉพาะกรณี
13. วิธีการประเมินตามสภาพจริง การสั งเกต การสั มภาษณ์แฟมสะสมผลงาน
้ การประเมินตามสภาพจริง บันทึกจากผู้เกียวข้ อง ่ แบบทดสอบวัด การรายงานตนเอง
ความสามารถจริง
14. เกณฑ์ การประเมิน (Rubric) การประเมินว่าผูเ้ รี ยนมีความรู ้ ความสามารถตามมาตรฐานการเรี ยนรู ้น้ น
ผูสอนจะต้องสร้างเกณฑ์การประเมินการปฏิบติงาน ั ้ ัต่างๆ ของผูเ้ รี ยน เพื่อเป็
นแนวทางในการให้คะแนนโดยเกณฑ์การประเมินจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรี ยนรู
้ที่ได้กาหนดไว้ในแต่ละครั้งของการปฏิบติง่านนั้น ๆ
15. เกณฑ์ การประเมิน (Rubric)รู ปแบบของเกณฑ์ การประเมิน1. เกณฑ์ การประเมินในภาพรวม (Holistic
Rubric) คือแนวทางการให้คะแนนโดยพิจารณาจากภาพรวมของชิ้นงานจะมีคาอธิบายลักษณะของงานในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน
เกณฑ์การประเมินในภาพรวมนี้เหมาะที่จะใช้ในการประเมินความสามารถที่มีความต่อเนื่องมีลักษณะเป็
นองค์รวม เช่น ทักษะการเขียน ความคิดสร้างสรรค์ และความสละสลวยของภาษาที่เขียน
ดังตัวอย่างต่อไปนี้
16. เกณฑ์ การประเมิน (Rubric)ตัวอย่ าง เกณฑ์ การประเมินทักษะการเขียน ระดับคะแนน ลักษณะของงาน -
เขียนได้ตรงประเด็นตามที่กาหนดไว้ 3 - มีรูปแบบการเขียนชัดเจน (ดี) - ภาษาที่ใช้
เช่น ตัวสะกดและไวยากรณ์มีความถูกต้อง สมบรู ณ์ ทาให้ผอ่านเข้าใจง่าย ู้ -
มีแนวคิดที่น่าวนใจ - เขียนได้ตรงประเด็นที่กาหนดไว้ 2 - มีรูปแบบการเขียนที่ชดเจน
เช่น มีคานา เนื้อหาและบทสรุ ป ั (ผ่ าน) - ภาษาที่ใช้ทาให้ผอ่านเข้าใจ ู้ -
ใช้คาศัพท์เหมาะสม - เขียนไม่ตรงประเด็น 1 - รู ปแบบการเขียนไม่ถูกต้อง (ต้
องปรับปรุง) - ภาษาที่ใช้ทาให้ผอ่านเกิดความสับสน ู้ - ใช้ศพท์ที่เหมาะสม ั 0
ไม่มีผลงาน
17. เกณฑ์ การประเมิน (Rubric)2. เกณฑ์ การประเมินแบบแยกส่ วน (Analytic Rubric) คือ
แนวทางการให้คะแนนโดยพิจารณาจากแต่ละส่ วนของงาน ซึ่งแต่ละส่
วนจะต้องกาหนดแนวทางการให้คะแนนโดยมีคานิยามหรื อ คาอธิบายลักษณะของงานส่ วนนั้นๆ
ในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน เทคนิคการเขียนรายละเอียดการให้ คะแนน
กาหนดรายละเอียดขั้นต่าไว้ที่ระดับ 1 แล้วเพิ่มลักษณะที่สาคัญๆ สูงขึ้นมาทีละระดับ
ตัวอย่าง เช่น งานเขียนมีประเด็นการประเมิน คือเนื้อหา การใช้ภาษาและรู ปแบบ
การกาหนดรายละเอียดถ้าแบ่งออกเป็ น 4 ระดับ ควรกาหนดลักษณะ ย่อย หรื
อตัวแปรย่อยที่สาคัญให้ได้ 4 ลักษณะ
18. ข้ อควรคานึงในการประเมินตามสภาพจริง1.
การออกแบบการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ควรแปลความหมายของจุดประสงค์การเรี ยนรู
้ที่ตองการจะวัด ้2. การแปลจุดประสงค์ การเรียนรู้ ออกเป็ นภาระงาน ที่ผเู ้ รี
ยนจะต้องปฏิบติในกิจกรรมการเรี ยนการสอนแต่ละคาบ เพราะผูสอน ั
้จะสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของผูเ้ รี ยน ตรวจสอบผลงานการฝึ กปฏิบติบนทึก ั
ัลงระบบระเบียนก็จะช่วยการวัดการประเมินได้3. การใช้ วธีกาหนดผู้เรียนเป็ นกลุ่มเล็ก
ิ ให้หมุนเวียนกันทาหน้าที่ประสานงานกลุ่ม
ผสมผสานกับการกาหนดเกณฑ์การวัดการประเมินในแต่ละชิ้นงานให้ชดเจน
ผูสอนจะสามารถให้มีการวัดและ ั ้ประเมินกันเองในกลุ่มได้
โดยผูสอนทาหน้าที่ติดตามประเมินการประเมินของผูเ้ รี ยน ้เป็ นครั้งคราว
จะช่วยทาให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมในการเรี ยนการสอนมากขึ้น
19. ข้ อดีของการประเมินผลจากสภาพจริง 1.เป็
นการประเมินความก้าวหน้า และการแสดงออกของนักเรี ยนแต่ละคนบนรากฐานของทฤษฎีการเรี
ยนรู ้ และด้วยเครื่ องมือการประเมินที่หลากหลาย 2.การประเมินผลจากสภาพจริ
งจะต้องมีรากฐานบนพัฒนาการ และการเรี ยนรู ้ทางสติปัญญาที่หลากหลาย
3.การประเมินตามผลสภาพจริ ง และพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสม จะต้องพัฒนามาจากบริ
บทที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่นกเรี ยนอาศัยอยู่ และจะต้องเรี ยนรู ้ ัตามสภาพจริ ง
4.การเรี ยน การสอน และการประเมิน จะต้องหลอมรวมกันและการประเมินต้องประเมินต่อเนื่องตลอดเวลาที่ทาการเรี
ยนการสอน 5.การเรี ยนการสอน และการประเมิน เน้นการปฏิบติจริ ง กิจกรรมการเรี ยน
ัการสอนเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้คิดงานด้วยตนเองการเรี ยนการสอนจะต้องเป็
นไปเพื่อพัฒนาให้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล
20. บทสรุป เมื่อมีการจัดการเรี ยนการสอนโดยยึดผูเ้ รี ยนเป็
นศูนย์กลาง และมีการเรี ยนการสอนตามสภาพจริ งก็ยอมต้องใช้การประเมินตามสภาพจริ
งควบคู่กนไป โดยมีการกาหนด ่ ังานแบบปลายเปิ ด คือ ให้ผเู ้ รี
ยนคิดสร้างสรรค์ผลิตผลงานที่สอดคล้องกับความเป็ นจริ งในชีวตประจาวัน
เพื่อกระตุนให้ผเู ้ รี ยนเกิดความคิดในระดับสู ง และเกิดทักษะในการแก้ปัญหา ิ
้การประเมินมุ่งเน้นกระบวนการและผลผลิต มีการเชื่อมโยงในด้านพุทธิพิสย จิตพิสย
และั ัทักษะพิสย โดยไม่แยกการประเมินออกจากกิจกรรมการเรี ยนการสอน ใช้เครื่
องมือประเมิน ัหลากหลาย มีเกณฑ์ประเมินที่เปิ ดเผย อีกทั้งให้ผเู ้ รี
ยนได้มีโอกาสนาเสนอผลงาน เพื่อให้ผูอื่นได้ตรวจสอบ ให้ขอเสนอแนะ หรื
อชื่นชมผลงานชิ้นนั้น ซึ่ งทั้งหมดนี้จะทาให้ผเู ้ รี ยน ้
้เห็นความสาคัญของกิจกรรมการเรี ยน และเกิดความพยายามในการที่จะเรี ยนรู ้มากขึ้น
ซึ่งจะส่ งผลต่อการพัฒนาผูเ้ รี ยนให้เป็ นผูเ้ รี ยนแห่งการเรี ยนรู ้
และสามารถพัฒนาตนเองได้ตามแนวทางที่สอดคล้องกับความสนใจ
ความถนัดและความต้องการของตน เต็มตามศักยภาพแห่งตน และสามารถก้าวไปสู่ความเป็ น “คนเก่ง ดี มีสุข” ตามเป้
าประสงค์หลักของการปฏิรูปการศึกษา ได้ต่อไป
21. หัวใจสาคัญของการประเมินตามสภาพจริ งคือ “ ต้องสอน และให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู
้จากสภาพจริ ง ”
22. สมาชิก1. น.ส.กนกวรรณ คนฟู รหัส 531815201012.
น.ส.เกษศิรินทร์ อ่อนแก้ว รหัส 531815201033. น.ส.ณัฐพิมล กองเงิน รหัส
531815201134. นายณัฐสิ ทธิ์ ชานาญการ รหัส 531815201145. นายธีรยุทธิ์ ปันอินต๊ะ
รหัส 531815201176. น.ส.วิยะดา นามเมือง รหัส 53181520142 สาขา ชีววิทยา
23. การประเมินผลตามสภาพจริงจบการนาเสนอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น