วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
ทฤษฎีการสานสร้างความรู้จากสังคม
|
ทฤษฎี
|
วิธีการเรียนการสอน
|
เครื่องมือและสภาพกายภาพ
|
|
การเสริมสร้างความรู้จากสังคม
(social constructivism)
|
การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน
(Problem Based Learning)
การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน
(Task Based Learning)
การเรียนรู้แบบเชิงรุก
(Active Learning)
การเรียนรู้วิจัยเป็นฐาน
(Research Based Learning)
การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน
(Team Based Learning)
การเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
(Peer Learning)
|
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(Computer Assisted)
เครือข่ายออนไลน์
(Network Environment)
วิกิเทคโนโลยี
(Wiki Technology)
ห้องเรียนไร้โต๊ะ
(Classrooms without Desk)
การออกแบบห้องเรียนแนวใหม่
(New Classroom Design)
|
การวิเคราะห์งาน
ความหมาย
การวิเคราะห์งาน หมายถึง
กระบวนการที่ทำขึ้นเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ ลักษณะงานที่จะทำให้รู้ว่างานนั้นจะ
ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความชำนาญ และความรักผิดชอบอย่างไรจึงจะทำงานนั้นให้สำเร็จ
นอกจากนั้นการวิเคราะห์งาน ยังมีความหมายรวมไปถึงการวิเคราะห์เชิงปริมาณ
การศึกษารายละเอียดลักษณะงานและการปฏิบัติงานทางด้านวิศวกรรวมอันเกี่ยวข้องกับการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว วิธีการปรับปรุงงานให้ดี ขึ้นและการวัดค่าของงาน
ผลของการวิเคราะห์งาน ทำให้ได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับงาน 2 อย่างคือ การแสดงรายละเอียด
งาน กับการระบุลักษณะงานและนำไปใช้ในการประเมินค่าและการแยกประเภทงาน
การแสดงรายละเอียดงาน (Job Descript ion) การแสดงรายละเอียดงานได้แก่ รายละเอียดที่อธิบายหน้าที่ความรับผิดชอบ สภาพการทำงานและลักษณะอย่างอื่นของงานใดงานหนึ่งที่ศึกษา
หรือรายละเอียดที่ระบุว่างานนั้นทำอะไร ทำอย่างไร และทำไมจึงทำอย่างนั้น
กล่าวโดยสรุปเป็นข้อความที่กล่าวถึงลักษณะงานเท่านั้น
องค์ประกอบของการเขียน รายละเอียดงาน
คำพรรณนาลักษณะงานอย่างน้อยควรจะมี 4 องค์ประกอบ
คือ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับงาน (Job
Identification) ทำให้ทราบว่างานนั้นอยู่ในส่วนใดของ
องค์การ
ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่องาน ,รหัสงาน , วันที่ ,
ชื่อผู้เขียน , ชื่อสังกัด , ชื่อผู้รับรอง , อัตราเงินเดือน , ตำแหน่ง , ผู้บังคับบัญชาขั้นต้น
ลักษณะงานอย่างย่อ (Job
Summary) ข้อความสั้นๆที่บรรยายถึงเป้าหมายของงาน
ภารกิจ
ของงานนั้นๆ
และเหตุผลในการปฏิบัติงานนั้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในงานนั้นให้สั้นที่สุด
โดยใช้คำถาม “อะไร”คือ
เป้าหมายของงาน มีวิธีปฏิบัติ “อย่างไร” และ “ทำไม” จึงต้องทำงานนั้น
หน้าที่และความรับผิดชอบ (Duty
and Responsibility) เป็นส่วนสำคัญในการพรรณนา
ลักษณะงาน
ซึ่งเขียนในรูปภารกิจของงานที่ได้รับมอบหมาย
ถ้าเป็นตำแหน่งระดับสูงมักจะเขียนบรรยายถึงความรับผิดชอบของตำแหน่ง
ตำแหน่งที่อยู่ในระดับต่ำ จะเขียนบรรยายหน้าที่ของตำแหน่ง
การพร้อมที่จะให้ตรวจสอบในงาน (Accountability) ข้อความที่อธิบายถึงเป้าหมายหลักที่
ต้องการให้งานนั้นประสบผลสำเร็จ
หรือผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่น่าพอใจ อาจรวมสภาพแวดล้อมของงาน
มาตรฐานของงานทั้งในแง่ปริมาณ และเวลาที่ใช้ในแต่ละงาน
ระบุการรับทราบ จะเกี่ยวข้องกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคำพรรณนาลักษณะงานนั้น
การระบุลักษณะเฉพาะของงาน (Job Specification) การระบุลักษณะงานเป็นคำบรรยายถึงคุณสมบัติขั้นต้นที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานนั้น
ข้อมูลที่สำคัญที่รวมอยู่ในแบบการระบุลักษณะงานได้แก่ ความรู้ ความชำนาญ
และความสามารถที่จะทำงานนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น
การระบุลักษณะงานจึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน
องค์ประกอบของการระบุลักษณะเฉพาะของงาน
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับงาน (Job
Identification) ในส่วนนี้จำเป็นต้องมีหากเป็นเอกสารแยก
ต่างหากจากการพรรณนาลักษณะงาน
ได้แก่ ชื่องาน วันที่ รหัสงาน ผู้วิเคราะห์ สถานที่ปฏิบัติงาน ชื่อหัวหน้างาน
เป็นต้น
คุณลักษณะของบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่ง (Personal Characteristic Requirement)
การศึกษา (Education), ประสบการณ์ (Experience), ความสามารถทางกายภาพ
(Physical
Efforts), ความสามารถทางด้านความคิด (Mental
Efforts), สถานภาพการทำงานและอันตรายในที่ทำงาน (Conditions
of Work and Hazard)
การประเมินค่างาน (Job Evaluation) การประเมินค่างานได้แก่
ระบบการกำหนดค่าของงานโดยการเปรียบเทียบกับงานอื่น ๆ
การแยกประเภทงาน (Job
Classification) การแยกประเภทงาน ได้แก่
การจัดกลุ่มงานออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดย อาศัยมาตรฐานอย่างหนึ่ง
การออกแบบงาน (Job Design) ได้แก่
กระบวนการในการกำหนดลักษณะเฉพาะของงานที่จะใช้ในการปฏิบัติงานนั้น
การเพิ่มงาน (Job
Enrichment) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงเนื้องานและระดับความรับผิดชอบของงานให้ผู้ปฏิบัติงาน
ต้องใช้ความสามารกเพิ่มขึ้น
การขยายงาน (Job
Enlargement) ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของงานให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานมากขึ้น
เมื่อกล่าวโดยสรุปการวิเคราะห์งานจะทำให้ได้ข้อมูล 2 อย่างคือ การแสดงรายละเอียดของงาน และการระบุลักษณะงาน
ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ ์งานอาจ
นำไปใช้ต่อเนื่องในการประเมินค่างานซึ่งอาจอาศัยกระบวนการวิเคราะห์งานก็ได้
การวิเคราะห์งานเป็นเรื่องของการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน
ส่วนการประเมินค่างานเป็นการวัดปัจจัยที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการทำงานแล้วตีราคาเป็นเงินให้กับการทำงาน
ประโยชน์ของการวิเคราะห์งาน
การวิเคราะห์งานเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการบริหารงานบุคคล
อันจะทำให้รู้ถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของงาน ความสัมพันธ์กับงานอื่น
ความรู้ความสามารถของผู้ปฏิบัติงานและสภาพของการทำงาน กล่าวโดยสรุปการวิเคราะห์งานมี วัตถุประสงค์ที่สำคัญ 6 ประการ
ก. การจะทำงานนั้นให้สำเร็จลงได้จะต้องใช้กำลังกายและกำลังใจในการทำงานอย่างไร
ข. งานนั้นจะทำเสร็จลงเมื่อไร
ค. งานนั้นจะทำสำเร็จในขั้นไหน
ง. ผู้ปฏิบัติงานนั้นจะต้องทำงานอย่างไร
จ. ทำไมจึงต้องทำงานนั้น
ฉ. คนที่ทำงานนั้นจะต้องมีคุณสมบัติ
อย่างไร
การนำผลการวิเคราะห์งานไปใช้
1)
การวางแผนกำลังคน 2) การสรรหาและเลือกสรร 3)
การพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน
4) การประเมินค่างาน 5)
การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ขั้นตอนการวิเคราะห์งาน
1)
การกำหนดความมุ่งหมายของการวิเคราะห์งาน 2) ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ
3) เลือกวิธีการเก็บข้อมูล 4)
เตรียมการในการวิเคราะห์งาน 5) การตรวจสอบข้อมูล
วิธีการรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์งาน
1.
การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์งานโดยการสังเกตการทำงาน
2.
การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์งานโดยการสัมภาษณ์
3.
การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์งานโดยการใช้แบบสอบถาม
4.
การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์งานโดยวิธีการบันทึกข้อมูลของผู้ปฏิบัติงาน
5.
การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์งานโดยใช้วิธีผสมผสาน
ตรวจสอบและทบทวน
ตรวจสอบและทบทวน
ในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ขั้นวิเคราะห์ภาระงานปฏิบัติการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ด้วยการระบุงานและภาระงานโดยใช้แนวทางการวิเคราะห์ภาระงานของหน่วยการเรียนรู้มีมาตรฐานแล้วระบุเป็นชิ้นงานหรือภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติการออกแบบภาระงานที่ผู้เรียนต้องใช้ความรู้และทักษะ(จากขั้นการกำหนดจุดหมายการเรียนรู้
(setting learning goals) ลักษณะสำคัญของงานคือต้องกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนมีความท้าทายแต่ไม่ยากเกินไปจนผู้เรียนทำไม่ได้และในขณะเดียวกันต้องครอบคลุมสาระสําคัญทางวิชาและทักษะที่ลึกซึ้งเพื่อให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือ
4.กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนำ
4.1 เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลงโดยให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายไปทั่วบริเวณห้องอย่างอิสระตามเสียงฉิ่ง
เช่น ถ้าครูตีฉิ่งช้าๆ ให้เด็กเดินช้าๆ ตามจังหวะของเสียงฉิ่ง ถ้าครูตีฉิ่งเร็วๆ
ให้เด็กๆ วิ่งตามจังหวะของฉิ่ง ถ้าครูหยุดตีฉิ่ง
ให้เด็กหยุดเคลื่อนไหวในท่านั้นทันที โดยขณะเคลื่อนไหวเด็ก ๆ
ต้องระมัดระวังไม่ให้ชนกับเพื่อนถ้าชนเพื่อนต้องขอโทษทันที
ขั้นสอน
4.2.
เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบประกอบเพลง เช่น
-วันนี้ครูมีกิจกรรมให้เด็กๆทำชื่อกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบประกอบเพลง
4.3.
เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบประกอบเพลงดังนี้
-ครูให้เด็กๆหาพื้นที่ส่วนตัว
-ครูพานักเรียนร้องเพลง
และทำท่าทางประกอบเพลง
-ครูและนักเรียนเริ่มทำกิจกรรมการเคลื่อนไหนร่างกายประกอบเพลงฝนเทลงมา
เทลงมา
4.4.
เด็กและครูร่วมกันหาอาสาสมัครออกมาทดลองปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบประกอบเพลง
เช่น
-
ใครจะอาสาออกมาเป็นผู้นำพาเพื่อนเต้นบ้างคะ
4.5.
เด็กและครูร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบประกอบเพลง
ขั้นสรุป
4.6.เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ
– ผู้ตาม เช่น
-เด็กๆ ทำท่าแมงตับเต่ากันยังไงคะ?
-ใครรู้จักบักเขียบบ้าง? บักเขียบมีลักษณะเป็นยังไงบ้างคะ?
4.7.เมื่อเสร็จกิจกรรมครูให้เด็กพักผ่อนนอนพักนิ่ง
2 นาที เป็นการพักคลายกล้ามเนื้อ
5. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
-
แทมโบรีน
- วิดีโอ
- เนื้อเพลง
ฝนเทลงมา เทลงมา เทลงมา
ให้นาข่อยฮง นาข่อยฮ่ง นาข่อยฮ่ง
ให้ซงข่อยเปียก ซงข่อยปียก ซงข่อยเปียก
ให้เสื้อข่อยเปียก เสื้อข่อยเปียก เสื้อข่อยเปียก
แมงตับเต่า ออกลูกข้างหลัง จักแมงอีหยัง
โอ้แมงจีนูน แมงจีนูน แมงจีนูน
ใต้ต้นบักเขียบ ต้นบักเขียบ ต้นบักเขียบ
เจ้าเป็ดตัวน้อย เป็ดตัวน้อย เป็ดตัวน้อย
มาเต้นกับข่อย เต้นกับข่อย เต้นกับข่อย
ให้นาข่อยฮง นาข่อยฮ่ง นาข่อยฮ่ง
ให้ซงข่อยเปียก ซงข่อยปียก ซงข่อยเปียก
ให้เสื้อข่อยเปียก เสื้อข่อยเปียก เสื้อข่อยเปียก
แมงตับเต่า ออกลูกข้างหลัง จักแมงอีหยัง
โอ้แมงจีนูน แมงจีนูน แมงจีนูน
ใต้ต้นบักเขียบ ต้นบักเขียบ ต้นบักเขียบ
เจ้าเป็ดตัวน้อย เป็ดตัวน้อย เป็ดตัวน้อย
มาเต้นกับข่อย เต้นกับข่อย เต้นกับข่อย
6. กระบวนการวัดและประเมินผล
6.1 วิธีการ
|
รายการประเมิน
|
ระดับพัฒนาการ
|
||
|
3
|
2
|
1
|
|
|
1. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลงได้
|
เด็กฟังและปฏิบัติตามสัญญาณได้ถูกต้อง
|
เด็กฟังและปฏิบัติตามสัญญาณได้ถูกต้องโดยครูหรือเพื่อนคอยกระตุ้น
|
เด็กไม่ฟังและไม่ปฏิบัติตามสัญญาณ
|
|
2. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะและสัญญาณได้
|
เด็กแสดงท่าทางตามเนื้อเพลงได้ดี
|
เด็กแสดงท่าทางตามเนื้อเพลงโดยครูหรือเพื่อนคอยกระตุ้น
|
เด็กไม่แสดงท่าทางตามเนื้อเพลง
|
|
3. เด็กสามารถแสดงท่าทางด้วยความมั่นใจ
|
เด็กแสดงท่าทางประกอบเพลงด้วยความมั่นใจ
|
เด็กแสดงท่าทางประกอบเพลงด้วยความมั่นใจโดยครูหรือเพื่อนคอยกระตุ้น
|
เด็กไม่แสดงท่าทางประกอบเพลง
|
6.2 ผลการประเมิน
|
รายการประเมิน
|
ระดับพัฒนาการ (จำนวน 20 คน)
|
|||||
|
ระดับ 3
(คน)
|
ร้อยละ
|
ระดับ 2
(คน)
|
ร้อยละ
|
ระดับ 1
(คน)
|
ร้อยละ
|
|
|
1. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลงได้
|
||||||
|
2. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะและสัญญาณได้
|
||||||
|
3. เด็กสามารถแสดงท่าทางด้วยความมั่นใจ
|
||||||
แบบประเมินกิจกรรม………………………………….
|
เลขที่
|
ชื่อ – สกุล
|
รายการประเมิน
|
||||||||
|
1. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลงได้
|
2. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะและสัญญาณได้
|
3. เด็กสามารถแสดงท่าทางด้วยความมั่นใจ
|
||||||||
|
|
|
3
|
2
|
1
|
3
|
2
|
1
|
3
|
2
|
1
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
ในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ขั้น การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน ปฏิบัติการเขียนแผนจัดการ เรียนรู้ด้วยใช้กระบวนการของทบทวนตนเองหลังสอนที่ช่วย...