บทที่ 2
กำหนดจุดหมายการเรียนรู้ (setting learning goals)
การกำหนดจุดหมายการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องระบุจุดหมายการเรียนรู้
(goals) ด้วยการระบุความรู้และการปฏิบัติ โดยการระบุ ความรู้ในรูปแบบของสารสนเทศ (declarative knowledge) และระบุทักษะ
การปฏิบัติหรือกระบวนการ (procedural knowledge) จุดหมายการเรียนรู้ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยจำนวนของบทเรียนปริมาณเนื้อหาสาระหรือความรู้สูงสุด
แต่หมายถึงความคาดหวังที่จะเรียนรู้ต่อสิ
ใดสิ่งหนึ่งและเจตนาที่จะให้ผู้อื่นแสดงถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้
จุดหมายการเรียนรู้
จุดหมายการเรียนรู้ (learning goals) ความปรารถนาอยากเรียนรู้ ความปรารถนาอาจมาจากบุคคลประสบการณ์
สถานการณ์พิเศษหรืออื่นๆ david henry Feldman (อ้างถึงในอารี
สัณหฉวี 2546:140 อารี สัณหฉวี ผู้แปล ความเก่ง 7 ชนิด ค้นหาและพัฒนาพหุปัญญาในตน กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
(ร.ส.พ.) ศาสตราจารย์สาขาจิตตะวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยทัฟต์ เรียก สิ่งที่จุดประกายความปรารถนาที่จะเรียนรู้นี้ว่า
ประสบการตกผนึก (crystallizing experiences) ประสบการณ์ประทับใจหรือประสบการตกผลึกนี้
จะเป็นประสบการณ์ที่เป็นจุดหักเหของชีวิต ถ้าความปรารถนาที่จะเรียนรู้เกิดขึ้นหลังประสบการตกผนึก
ก็จะต้องมีการพัฒนาฟูมฟัก Alfred north whitehead (อ้างถึงในอารี
สัณหฉวี 2546:141) กล่าวว่าในการพัฒนาฟูมฟักมี 3 ขั้น เรียกว่า จังหวะของการศึกษา (rhythm of education) ขั้นที่หนึ่ง คือระยะหลงรัก (romance) ระยะนี้จะเป็นความรื่นเริง
มีชีวิตชีวาที่จะเรียนรู้ ขั้นที่สอง คือ ระยะของความแม่นยำ(precision) ระยะนี้จะต้องศึกษาฝึกหัดฝึกซ้อมให้ถูกต้องแม่นยำและขั้นที่สาม
คือ ระยะของความคล่องแคล่วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้
(generalization)
การกำหนดจุดหมายการเรียนรู้เป็นแนวทาง หนึ่งในการพัฒนาปัญญา ซึ่งอาจวางแผนเพื่อพัฒนาปัญญาด้านใดด้านหนึ่งมาศึกษาและฝึกหัด
ในการวางแผนพัฒนาปัญญานี้ ผู้ที่ถนัดด้านมิติอาจทำเป็นเส้นเวลาหรือรูปภาพ ผู้ที่ถนัดด้านมนุษย์สัมพันธ์อาจจะเล่าเรื่องเพื่อนสนิทฟัง
เป็นต้น
จุดมุ่งหมายการศึกษาของบลูม
Bloom และคณะ (1956) ได้จัดกลุ่มการเรียนรู้ออกเป็นสามประเภท คือ ด้านพุทธพิสัย ด้านทักษะพิสัย
และด้านพิสัย พุทธิพิสัยรวมถึงการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะพิสัยรวมถึงการพัฒนาเสรีทางกายและทักษะที่ต้องการใช้กล้ามเนื้อสัมพันธ์กับปราสาทจิตพิสัยเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง
เจคติความซาบซึ้งและค่านิยม การเรียนรู้ทั้งสามประเภทนี้ควรได้รับการพิจารณาในการวางแผนผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ที่ได้จากการเรียนการสอน
ในการที่จะประสบผลสำเร็จตามจุดหมายของการศึกษา ขอบเขตการเรียนรู้ทั้งสามนี้ต้องได้รับการบูรณาการเข้าไว้ในทุกลักษณะของการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตรซึ่งจะทำให้ผู้เรียนกลายเป็นจุดโฟกัสของกระบวนการเรียนการสอนการเรียนรู้ ดังรูปภาพต่อไปนี้
![]() |
ภาพประกอบที่
3 บูรณาการของพุทธพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย
อนุกรมวิธาน เป็นระบบของการแยกแยะบางสิ่งบางอย่าง
ดังนั้น อนุกรมวิธาน ของการศึกษาจึงแยกแยะพฤติกรรมที่นักเรียนสามารถคาดหวังที่จะทำให้ได้ภายหลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว
อนุกรมวิธานเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด คือ อนุกรมวิธานด้านพุทธิพิสัยของบลูมและคณะ
พุทธิพิสัย รวมถึง ความรู้ ความเข้าใจการนำไปประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า
พุทธิพิสัยแต่ละประเภทในอนุกรมวิธานประกอบด้วยองค์ประกอบบางประการของการความรู้ที่ต้องมาก่อนอนุกรมวิธานนี้มีประโยชน์สำหรับการออกแบบหลักสูตรและการสร้างแบบทดสอบ
ตารางที่
1 อนุกรมวิธานทางปัญญาของบลูม
|
ระดับพฤติกรรม
|
นิยาม
|
|
1.
ความรู้
|
เกี่ยวข้องกับความจำ และการระลึกได้ของข้อความจริงเฉพาะคำต่างๆสัญลักษณ์วันที่สถานที่
กฎ แนวโน้มประเภทวิธีการหลักการทฤษฎีวิธีการจัดความคิด
|
|
2.
ความเข้าใจ
|
เกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะใช้การเรียนรู้แปลความสรุปความตีความ
ย่อความขยายรายละเอียดทำนายผลและผลที่ติดตามมา
|
|
3.
การนำไปประยุกต์ใช้
|
เกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะใช้ในการเรียนรู้ที่หลากหลายสถานการณ์การใช้หลักการและทฤษฎีการใช้ความเป็นนามธรรม
|
|
4.
การวิเคราะห์
|
เกี่ยวข้องกับการแตกส่วนใหญ่ให้เป็นส่วนย่อยและบุหรี่แยกส่วนขององค์ประกอบค้นพบปฏิสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของหลักการ
|
|
5.
การสังเคราะห์
|
เกี่ยวข้องกับการผสมผสานองค์ประกอบเข้าด้วยกันเป็นสิ่งใหม่ระบุและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกันเป็นการใหม่ๆจัดการผสมผสานส่วนย่อยต่างๆเข้าด้วยการสร้างสิ่งใหม่ขึ้น
|
|
6.
การประเมินค่า
|
เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณค่าของวัตถุและวิธีการพิจารณาในรูปของมาตรฐานภายในพิจารณาในรูปของมาตรฐานภายนอก
|
ตารางที่
2 อนุกรมวิธานทางเจตคติของบลูม
|
ระดับพฤติกรรม
|
นิยาม
|
|
1.
การรับรู้
|
เกี่ยวข้องกับความตั้งใจทางอ้อมที่มีต่อสิ่งกระตุ้นการรับรู้ข้อความจริงความถูกต้องเหตุการณ์หรือโอกาสความตั้งใจในการสังเกตหรือความตั้งใจที่มีต่อภาระงานเลือกสิ่งกระตุ้น
|
|
2.
การตอบสนอง
|
เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งกระตุ้น
การยินยอมตามทิศทางการอาสาสมัครด้วยตนเอง ความพึงพอใจหรือความร่าเริง
|
|
3.
ค่านิยม
|
การให้คุณค่ากับบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกับการแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องพลังออกถึงความเชื่ออย่างแข็งขันในบางสิ่งบางอย่างแสดงออกถึงความชอบมากกว่าในบางสิ่งบางอย่างแสวงหากิจกรรมเพื่อบางสิ่งบางอย่างทั้งหน้า
|
|
4.
การจัดการ
|
เป็นการจัดคุณค่าให้มีระบบเห็นคุณค่าที่ยึดถือมีความ
สัมพันธ์กับคุณค่าอื่นๆก่อตั้งคุณค่าที่มีลักษณะเด่นเป็นค่านิยมของตนเอง
|
|
5.
คุณลักษณะ
|
เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับระบบค่านิยมหรือคุณค่าภายในการกระทำที่สอดคล้องในทิศทางที่มีความแน่ใจการพัฒนาปรัชญาชีวิตที่มีความคงเส้นคงวาทั้งหมด
|
ตารางที่
3 อนุกรมวิธานทางทักษะพิสัย
|
พฤติกรรมการเรียนรู้นิยาม
|
นิยาม
|
|
การเคลื่อนไหวทั่วไป
|
ปฏิบัติการเคลื่อนไหวหรือกระบวนการซึ่งให้ความสะดวกต่อการพัฒนาแบบการเคลื่อนไหวของมนุษย์
|
|
1.
การรับรู้
|
การจำท่าการเคลื่อนไหว รูปร่างแบบและทักษะโดยอวัยวะรับความรู้สึก
|
|
2.
เลียนแบบ
|
เลียนแบบ
การเคลื่อนไหวหรือทักษะในเชิงของผลที่ได้จากการเรียนรู้
|
|
3.
สร้างแบบ
|
จัดและใช้ส่วนของร่างกายในทิศทางที่ผสมกลมกลืนเพื่อให้ประสบความสำเร็จในแบบการเคลื่อนไหวหรือทักษะ
|
|
การเคลื่อนไหวตามปกติ
|
การพบกับข้อกำหนดของภาระงานการเคลื่อนไหวผ่านกระบวนการของการจัดการการแสดงออกและการแก้ไขแบบการเคลื่อนไหวและทักษะ
|
|
1.
การปรับตัว
|
แบบการเคลื่อนไหวหรือทักษะเพื่อให้พบกับ
ภาระงานเฉพาะอย่างที่ต้องการ
|
|
2.
การแก้ไข
|
ความกระตือรือร้นที่จะเคลื่อนไหวอย่างราบเรียบแบบการเคลื่อนไหว
หรือทักษะที่แสดงออกมีประสิทธิภาพในเชิงแห่งผลของกระบวนการปรับปรุง เช่น
1.
ขจัดการเคลื่อนไหวที่แทรกซ้อน
2.
รอบรู้ถึงความสัมพันธ์ของอวกาศกับจังหวะ
3.
การแสดงออกทางนิสัยภายใต้สภาวะการที่ซับซ้อน
|
|
การเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์
|
กระบวนการในการประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยทักษะซึ่งจะสนองความมุ่งหมายของผู้เรียน
|
|
1.
ความหลากหลาย
|
ประดิษฐ์หรือสร้างทางเลือกในการปฏิบัติและการเคลื่อนไหวหรือทักษะ
|
|
2.
การดัดแปลง
|
โดยการเริ่มท่าทางเคลื่อนไหวการริเริ่มผสมผสานท่าทางการเคลื่อนไหวไม่ต้องเตรียมตัว
|
|
3.
แต่งท่าทาง
|
เคลื่อนไหวสร้างสรรค์การออกแบบการเคลื่อนไหวหรือทักษะที่มีคุณค่า
|
จิตพิสัย การเรียนรู้จากเจนคติพาดพิงถึงคุณลักษณะของอารมณ์ของการเรียนรู้เกี่ยวข้องการว่านักเรียนรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้รู้สึกอย่างไรกับการเรียนรู้กับตนเองและเป็นการพิจารณาความเข้าใจความซาบซึ้งใจคติค่านิยมและคุณลักษณะของผู้เรียน
ทักษะพิสัย เกี่ยวข้องกับทางร่างกายหรือทักษะทางประสาทและกล้ามเนื้อสัมพันธ์กันในการเฝ้าดูการเรียนรู้ที่จะเดินก็จะเกิดความคิดว่า
มนุษย์เรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวอย่างไรเมื่อเด็กได้รับความคิดว่าต้องการอะไรและมีทักษะที่ต้องมีมาก่อนมีความแข็งแรงและวุฒิภาวะอื่นๆเด็กจะพยายามมีความหยาบหยาบซึ่งจะค่อยๆแก้ไขผ่านข้อมูลกับย้อนมาจากสิ่งแวดล้อมเช่นธรณีประตูการหกล้มพรม
ผู้ปกครองและสุดท้ายทักษะการแสดงออกซึ่งมีคุณค่าต่อวัยเด็กเตาะแตะนั้น
การปรับปรุงจุดมุ่งหมายการศึกษาของบลูม
แอนเดอร์สัน และแครทโฮล (2001) ได้ปรับปรุงจุดมุ่งหมายการศึกษาของบลูม
ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบ
|
New version (bloom’s taxonomy
2001)
|
Old version (bloom’s taxonomy
1956)
|
|
สร้างสรรค์ creating
|
การประเมิน-evaluation
|
|
ประเมิน-evaluating
|
การสังเคราะห์-synthesis
|
|
วิเคราะห์-analysing
|
การวิเคราะห์-analysing
|
|
ประยุกต์-applying
|
การนำไปใช้-application
|
|
ความเข้าใจ-understanding
|
ความเข้าใจ-understanding
|
|
ความจำ-remembering
|
ความรู้-knowledge
|
Bloom (1956) ใช้คำนามในการอธิบายความรู้ประเภทต่างๆ ในฉบับปรับปรุง
ปี 2001 ใช้คำกริยาและปรับเปลี่ยนคำว่าความรู้ (knowledge) เป็น
ความจำ (rememder) เมื่อนำเขียนจุดมุ่งหมายการศึกษาของหลักสูตรที่มีมาตรฐาน
(standards-based curriculum) จะเขียนได้ว่า ผู้เรียนควรรู้และทำอะไรได้
และได้จัดความรู้เป็น 4 ประเภทได้แก่ ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ กระบวนการ และอภิปัญญาและมีความเปลี่ยนแปลงขั้นพฤติกรรมหลักในกรอบเดิม
2 ขั้น คือ ขั้นความเข้าใจ เปลี่ยนเป็น เข้าใจความหมาย และขั้นการประเมิน เป็น
สร้างสรรค์
การปรับปรุงอนุกรมวิธานจุดมุ่งหมายทางการศึกษา (revised’s bloom taxonomy) ที่กล่าวถึงมิติทางการเรียนรู้ของ bloom และคณะ (1956)
ซึ่งแอนเดอร์สันและแครทโฮล
ได้กล่าวถึงรายละเอียดของพฤติกรรมผู้เรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยจำแนกเป็น 2
กลุ่ม คือ 1) มิติด้านกระบวนการทางปัญญา และ2)มิติด้านความรู้มิติด้านกระบวนทางการปัญญา ได้แก่ การจำเรียกความรู้จากหน่วยความจำระยะยาว
ความเข้าใจศึกษาความหมายจากข้อมูลที่เรียนรู้ รวมถึงการพูด การเขียนและการสื่อสารด้วยรูปร่าง
ประยุกต์ใช้ประยุกต์ขั้นตอน/กระบวนการในงานที่คุณเคย วิเคราะห์จำแนกองค์ประกอบและหาความสัมพันธ์เพื่อกำหนดโครงสร้างหรือเป้าหมายใหม่
ประเมิน ตัดสินบนพื้นฐานของเกณฑ์และมาตรฐาน และสร้างสรรค์ จัดองค์ประกอบหรือหน้าที่
ให้เชื่อมโยงการไปสู่รูปแบบหรือโครงสร้างใหม่
มิติด้านความรู้ จำแนกระดับความรู้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ 1)
ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง พื้นฐานของผู้เรียนต้องรู้จักหลักการหรือวิธีการแก้ปัญหา
2 )ความรู้ที่เป็นมโนทัศน์ ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบพื้นฐานในโครงสร้างทั้งหมดที่จะทำให้สามารถเชื่อมโยงกันได้
3) ความรู้ในการดำเนินการ วิธีการสืบค้นและเกณฑ์ในการใช้ทักษะเทคนิควิธีการเพื่อดำเนินการ
และ 4 )ความรู้อภิปัญญา ความรู้จากการรับรู้และเข้าใจในตนเอง
การปรับปรุงอนุกรมวิธานจุดมุ่งหมายทางการศึกษานี้ได้กล่าวถึงอภิปัญญาเป็นมิติหนึ่งของความรู้
คือ การที่ควรซื้อ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้ทางปัญญาโดยทั่วไป ผู้รู้ความรู้ในตนเอง
ซึ่งมิติใหม่ทางการศึกษานี้มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ระดับอภิปัญญา
ตระหนักรู้ในตนเอง การไต่ตรอง ย้อนคิดในตนเอง และการกำกับดูแลตนเอง
Anderson & krathwohl (2001) นำเสนอรูปแบบของอภิปัญญาแบ่งออกเป็น
2 กลุ่ม คือ ความรู้ทางปัญญา และกระบวนการในการดูแล ควบคุมกำกับติดตามตนเอง โดยแบ่งเป็นอภิปัญญาในความรู้
และอาภิปัญญาในการควบคุมตนเอง และความรู้เกี่ยวกับอภิปัญญาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.ความรู้ในกลยุทธ์วิธีการเรียนรู้ คือ ความรู้ว่าในกลยุทธ์ยุทธวิธี
การเรียนรู้ การคิดการแก้ปัญหาในทุกกลุ่มวิชา 2.
ความรู้ในการเลือกใช้กลยุทธ์และวิธีการเรียนรู้ คือ การเลือกกลยุทธ์ยุทธวิธีที่เหมาะสมกับภาระงานชิ้นงาน
หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาพที่แตกต่างกัน และ 3.การรู้ในตนเอง
คือ การรู้ถึงความรู้ความสามารถของตน การประเมินตนเองทั้งจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนา
และควรพัฒนาตนเองอย่างไรเพื่อให้บรรลุภาระงานชิ้นหรือมีความรู้ที่เพียงพอในการแก้ปัญหานั้นๆ
จุดมุ่งหมายการศึกษาของมาร์ซาโน
Marzano
& kendall,(2007) ได้พัฒนาจากกลุ่มพฤติกรรมการเรียนรู้ขึ้นใหม่ แบ่งเป็น1) ระบบปัญญา 2) ระบบอภิปัญญา และ 3) ระบบตนเอง และได้จำแนกอนุกรมวิธานจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเป็น
6 ขั้น
ขั้นที่ 1 การดึงกลับคืนมา ได้แก่ การระบุข้อความได้ การระลึกได้ และลงมือปฏิบัติได้
ขั้นที่ 2 ความเข้าใจ ได้แก่ การบูรณาการ และทำให้เป็นสัญลักษณ์
ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ ได้แก่การจับคู่ได้ แยกประเภทได้ วิเคราะห์ความผิดพลาดได้
ติดตามได้ และชี้ให้จำเพาะเจาะจงได้
ขั้นที่ 4 การนำความรู้ไปใช้ ได้แก่ การตัดสินใจการแก้ปัญหา การทดลองปฏิบัติ
และการสืบค้นต่อไปให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
ขั้นที่ 5 อภิปัญญา ได้แก่ การระบุจุดหมาย
การกำกับติดตามกระบวนการ การทำให้เกิดความชัดเจนในการกำกับติดตาม และการกำกับติดตามตรวจสอบความถูกต้องชัดเจน
ขั้นที่ 6 การมีระบบความคิดของตนเอง ได้แก่ การตรวจสอบประสิทธิภาพ การตรวจสอบการตอบสนองทางอารมณ์
และการตรวจสอบแรงจูงใจ
ตารางที่ 6 มิติใหม่ทางการศึกษา ระบบตนเอง
|
ระบบตนเอง Self System
|
||
|
ความเชื่อเกี่ยวกับ ความสำคัญ
ของความรู้
|
ความเชื่อเกี่ยวกับประสิทธิภาพ
|
อารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับความรู้
|
ตารางที่ 7 มิติใหม่ทางการศึกษา ระบบอภิปัญญา
|
ระบบอภิปัญญา
|
|||
|
การบ่งชี้จุดหมาย
|
การเฝ้าระวังในกระบวนการการนำความรู้ไปใช้
|
การทำให้เกิดความชัดเจน
|
การตรวจสอบความถูกต้องชัดเจน
|
ตารางที่ 8 มิติใหม่ทางการศึกษา ระบบปัญญา
|
ระบบปัญญา
|
|||
|
การเรียกให้ความรู้
|
ความเข้าใจ
|
การวิเคราะห์
|
การนำความรู้ไปใช้
|
|
การระลึกได้การลงมือปฏิบัติได้
|
การสังเคราะห์การกำหนดสัญลักษณ์การเป็นตัวแทน
|
การจับคู่ได้แยกประเภทได้การวิเคราะห์ความผิดพลาดได้การกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปการกำหนดเฉพาะเจาะจงได้
|
การตัดสินใจการแก้ปัญหาการทดลองปฏิบัติการสืบค้นต่อไปให้เกิดความเข้าใจที่จะลึกซึ้ง
|
Marzano,r, & kendall, j (2001) นำเสนอระบบอภิปัญญา
เป็นระบบที่มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ดูแบบนำตนเอง ที่มุ่งให้ผู้เรียนควบคุม
กำกับ ดูแลการปฏิบัติภาระงานชิ้นงาน ตามเป้าหมายที่กำหนดรวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์
และข้อมูลที่เกี่ยวข้องการติดตามดูแลปรับปรุง ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการต่างๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสมให้ภาระงานชิ้นงานนั้นหรือล่วงตามภารกิจ
ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ครู แนวคิดเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายในด้าน ตามที่มาร์คซาโน
ได้นำเสนอไว้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ bloom taxonomy และ marzano
taxonomy
จากตารางเปรียบเทียบสรุปว่า วัตถุประสงค์การเรียนรู้ตาม bloom taxonomy ด้าน cognitive
domain นั้น marzano เรียกว่า cognitive
system อีกสอง ระบบที่เพิ่มขึ้นไม่พบใน bloom taxonomy ได้อ้างถึงแนวคิดของ sternderg กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของระบบอภิปัญญาที่ใช้ในการจัดการตนเอง
การกำกับติดตามการประเมิน และการควบคุม ซึ่งองค์ประกอบของการรู้คิดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ มาร์ซาโน กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของระบบอภิปัญญาที่ ใช้ในการจัดการตนเอง การกำกับติดตาม
การประเมิน และการควบคุมโดย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1. การระบุจุดหมายเฉพาะเจาะจง คือ การกำหนดจุดหมายของชิ้นงานที่ผู้เรียนตัดสินใจเลือกปฏิบัติโดยมีการกำหนดผลสำเร็จของงานในแต่ละขั้น
2. การระบุกระบวนการที่ชัดเจน คือ การกำหนดความรู้
ทักษะหรือกลวิธี ขั้นตอน/กระบวนการเพื่อการบรรลุจุดหมายของชิ้นงานอย่างเหมาะสม
3.การกำกับดูแลกระบวนการ คือ การติดตามควบคุมแต่ละกระบวนการแต่ละขั้นตอนในการนำทักษะกลวิธีไปใช้สร้างสรรค์งานชิ้นงานอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพโดยใช้
ราและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
4. การกำกับดูแลการปฏิบัติของตน คือ เป็นการควบคุมตนเองในการปฏิบัติงานที่เหมาะสม
เพื่อให้งานเกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้ความสำคัญกับงานมุ่งเน้นผลผลิตที่มีความถูกต้องแม่นยำ
ความเป็นระบบ มีแรงจูงใจในการทำงาน มีส่วนร่วมในการทำงาน
แนวคิดเกี่ยวกับระบบอภิปัญญา กล่าวสรุปองค์ประกอบของระบบอภิปรายได้เป็น
4 กลุ่มคือ 1) การกำกับจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ 2) การกำกับติดตามการปฏิบัติของกระบวนการทางปัญญา
3) การดูแลติดตามความชัดเจนและ
4) การกำกับติดตามให้เกิดความถูกต้อง
แนวคิดการกำหนดวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานของกระบวนการคิดร่วมกัน
กับปัจจัยที่ส่งผลต่อการคิดของผู้เรียน ซึ่งมิติใหม่ทางการศึกษาที่ มาร์ซาโน
พัฒนาขึ้นประกอบด้วย
3 ระบบได้แก่ 1) sale
System คือ ระบบที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในตนเองในการปฏิบัติภาระงานชิ้นงานด้วยความเต็มใจตั้งใจมีความสุขและมีความมุ่งหวังให้งานเกิดความสำเร็จ
2)meta cognitive system คือ ระบบการควบคุมตนเองให้ปฏิบัติภาระงานชิ้นงานที่เกิดขึ้นให้บรรลุผลด้วยการกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้การดูแลติดตามการปฏิบัติของกระบวนการทางปัญญาการดูแลติดตามความชัดเจนในการดูแลติดตามให้เกิดความถูกต้อง
และ 3) cognitive system คือ กระบวนการทางปัญญาที่จะปฏิบัติภาระงานชิ้นงานสำเร็จลุล่วงไปได้ซึ่งระบบอภิปัญญาถือเป็นระบบที่มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบนำตนเองที่มุ่งให้ผู้เรียนควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติภาระงานชิ้นงานตามจุดหมายที่กำหนดรวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ยุทธวิธีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตลอดจนการติดตามดูแลปรับปรุง
ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการต่างๆตามความจำ เป็นและเหมาะสม
ให้ภาระงานชิ้นงานนั้นลุล่วงตามภารกิจซึ่ง สอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สอน
การกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน
มี 2 ลักษณะ คือ
จุดมุ่งหมาย ที่มีลักษณะกว้างๆ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่ไม่สามารถวัดหรือสังเกตได้ทันที
จุดมุ่งหมายที่มีลักษณะเฉพาะ สังเกตเห็นพฤติกรรมหรือการปฏิบัติของผู้เรียนได้
บางครั้งเรียกว่าจุดประสงค์การเรียนรู้ จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ จุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพ
จุดประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ
การเขียนจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนสื่อความหมายให้เข้าใจในเพียงหนึ่งเดียว
การระบุสมรรถภาพให้ชัดเจน ควรได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเรียนรู้จบรายวิชาแล้วมีความสามารถที่จะทำอะไรได้โดยที่
ก่อนเรียนรู้รายวิชานั้นๆ ยังไม่สามารถทำได้
การเชื่อมโยงอดีตกับอนาคต ถ้าเป็นไปได้เน้นย้ำมโนทัศน์จากฉันเรียนที่ผ่านมา
พยายามเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์กับมโนทัศน์ที่จะเรียนในอนาคต
จึงมุ่งหมายกับการทดสอบ ถ้าเราเขียนจุด
มุ่งหมายได้ชัดเจนและครอบคลุมเนื้อหาจะทำให้สร้างแบบทดสอบได้ง่ายยังสามารถกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะทำให้ได้เป็นอย่างดี
การเขียนจุดมุ่งหมายตามหลัก abcd
A แทน audience หมายถึง ผู้เรียนที่แสดงพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายและกำหนดเวลา
B แทน behavior หมายถึง พฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้เรียนโดยเน้นพฤติกรรมที่สังเกตได้
C แทน
conditions หมายถึง สถานการณ์หรือเงื่อนไขที่ผู้เรียนจะต้องปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมที่สามารถวัดได้
D แทน degree หมายถึง และดับหรือเกณฑ์การวัดที่กำหนดขึ้นมาให้ผู้เรียนปฏิบัติ
การเขียนจุดมุ่งหมายตามหลัก s m a r t
1.s- sensible & specific จุดมุ่งหมายต้องเฉพาะเจาะจงชัดเจน จุดมุ่งหมายการเรียนการสอนต้องมีความเป็นไปได้และชี้เฉพาะ
2.m – measurable จุดมุ่งหมายต้องสามารถวัดผลได้ ซึ่งช่วยให้ได้ข้อมูลว่าผลการดำเนินการเป็นอย่างไร
ประสลความสำเร็จหรือไม่
3.a-attainadle & assignadle จุดมุ่งหมายต้องเป็นไปได้
และผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติได้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่มีความรับผิดชอบได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
4 .r-reasonable & realistic จุดมุ่งหมายต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลกัน และเป็นไปได้จริง
5.t –time available จุดมุ่งหมายต้องมีกำหนดเวลาเป็นไปได้ตามเวลาและเวลาเปลี่ยนไปสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้จุดมุ่งหมายก็ควรเปลี่ยนไปด้วย
จุดมุ่งหมายการศึกษาอิงมาตรฐาน
มาตรฐานเนื้อหา ระบุองค์ความรู้ที่สำคัญ
ทักษะและพัฒนาการด้านจิตใจ
1. องค์ความรู้ที่สำคัญระบุถึงแนวความคิดประเด็นปัญหาทางเลือกกฎเกณฑ์และความคิดรวบยอดในวิทยาการต่างๆ
ที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น
ผู้เรียนสามารถอธิบายช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นชุมชนในประเทศและในภูมิภาคต่างๆของโลก
ผู้เรียนสามารถเข้าใจประวัติความเป็นมาและโครงสร้างของภาษาอังกฤษผู้เรียนสามารถเข้าใจธรรมชาติและการทํางานของเซลล์ทั้งการทำงานเป็นเอกเทศและการทำงานร่วมกันเป็นระบบที่ซับซ้อน
2. ทักษะ (skill) เป็นวิธีการคิด การทำงาน
การสื่อสาร และการศึกษาสำรวจตัวอย่าง
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการบรรยายเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ใช้ระเบียบวิธีการทางสถิติ
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตีความเปรียบเทียบและสรุปผลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆในสังคม
3. พัฒนาการด้านจิตใจ การเรียนรู้และประสบการณ์จากการศึกษาทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
มีผลต่อการพัฒนาการทางด้านจิตใจของผู้เรียน
รวมถึงกระบวนการในการศึกษาค้นคว้าการแสดงข้อมูล หลักฐานสนับสนุนความคิด การอภิปรายโต้แย้ง
และความพึงพอใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่นตัวอย่าง
ผู้เรียนสามารถประเมินการเรียนรู้ของตนเองโดยการสร้างเกณฑ์เพื่อใช้ประเมินงานที่มีคุณภาพ
ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นการเป็นผู้นำและความมั่นคงในตนเอง
มาตรฐานการปฏิบัติของผู้เรียน
มาตรฐานการปฏิบัติ จะบอกถึงคุณภาพ โดยที่มาตรฐานเนื้อหาจะระบุถึงสิ่งใดที่ผู้เรียนควรรู้
และทักษะใดที่ผู้เรียนควรทำได้ มาตรฐานการปฏิบัติจะบอก ถึงระดับคุณภาพและระดับที่ผู้เรียนต้องรู้หรือต้องทำสิ่งนั้นได้ตัวอย่างเช่น
กรณีที่มาตรฐานเนื้อหาระบุว่าผู้เรียนเรียนรู้และเข้าใจข้อมูลจากสื่อภาพและบทอ่านจากสื่อต่างๆอย่างหลากหลาย
มาตรฐานการปฏิบัติอาจระบุว่าผู้เรียนควรอ่านหนังสืออย่างน้อยที่สุด
25 เล่มต่อปีแรกอ่านบทอ่านที่มีคุณภาพทางเป็นเรื่องอมตะและเรื่องราวที่ทันสมัยจากหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กหรือจากแหล่งข้อมูลอื่นๆเช่นนิตยสารหนังสือพิมพ์หนังสือเรียนและสื่อเทคโนโลยี
จัดกลุ่มมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ 4 กลุ่มคือ
1. มาตรฐานผลลัพธ์หรือผลกระทบเป็นมาตรฐานที่ระบุที่ต้องการ
จากการปฏิบัติงานใดงานหนึ่งของผู้เรียนเช่นกำหนดให้ผู้เรียนกล่าวสุนทรพจน์เพื่อให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้ฟัง
หรือให้ผู้เรียนเขียนสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือให้ผู้เรียนใช้ความรู้ทางภูมิศาสตร์ในการวางแผนอนาคตเป็นต้น
2. มาตรฐานกระบวนการเป็นมาตรฐานที่สะท้อนยุทธวิธีเทคนิค
วิธีการที่เหมาะสมที่ใช้ในการปฏิบัติงานเช่นมาตรฐานที่กำหนดให้ผู้เรียนกล่าวสุนทรพจน์อย่างชัดเจนหรือให้ผู้เรียนเขียนสื่อสารได้อย่างสละสลวยสัมพันธ์กันหรือให้ผู้เรียนใช้กระบวนการที่เหมาะสมในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์
3. มาตรฐานเนื้อหาเป็นมาตรฐานที่ระบุเนื้อหาสาระความคิดรวบยอดแนวความคิดและข้อมูลต่างๆเช่นผู้เรียนรู้
สมบัติของสสารมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการผลิตการจำหน่าย
และความต้องการของตลาดเป็นต้น
มาตรฐานที่แสดงกรดหรือรูปแบบเป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรกฎเกณฑ์ซึ่งมีรูปแบบเฉพาะปริมาตรปริมาณอัตราส่วนตัวอย่างผู้เรียนสร้างกราฟ
ซึ่งมีข้อมูลกำกับและใช้สีได้อย่างถูกต้องมาตรฐานนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศเช่นให้ผู้เรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารต่างๆในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ
การกำหนดมาตรฐานในหน่วยการเรียนให้มาจากหลายมาตรฐานจึงจะช่วยให้กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินมีครอบคลุมยิ่งขึ้นการกำหนดมาตรฐานที่เป็นกระบวนการก็จะไม่มีความหมายหากไม่มีเนื้อหาหรือการกำหนดมาตรฐานที่เน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ประโยชน์ผู้เรียนเท่าที่ควรหากไม่มีการนำกระบวนการ
นำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ
แผนการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้
Joyce and weil (1996 : 334) อ้างว่า มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ชี้ให้เห็นว่า
การสอนมุ่งเน้นการให้ความรู้ที่ลึกซึ้ง ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่ามีบทบาทในการเรียน
ทำให้ผู้เรียนมีความตั้งใจในการเรียนรู้และช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนการเรียนการสอนโดยจัดสาระและวิธีการให้ผู้เรียนอย่างดีทั้งทางด้านเนื้อหาความรู้
และการให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุด
ผู้เรียนมีจิตใจจดจ่อกับสิ่งที่เรียนและช่วยให้ผู้เรียนถึง 80% ประสบความสำเร็จในการเรียนนอกจากนั้นยังพบว่าบรรยากาศการเรียนที่ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียนสามารถสกัดกั้นความสำเร็จของผู้เรียนได้
ดังนั้น ผู้สอนจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกในทางลบ เช่น
การดุด่าว่ากล่าวแสดงความไม่พอใจ หรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้เรียน
การเรียนการสอนโดยตรง
การเรียนการสอนโดยตรง ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ
5 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นนำ
1.1 ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน
และระดับการเรียนรู้หรือพฤติกรรมการเรียนรู้ที่คาดหวังแก่ผู้อื่น
1.2 ผู้สอนชี้แจ้ง สาระของบทเรียน และความสัมพันธ์กับความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนอย่างเข้าข้าว
1.3 ผู้สอนชี้แจงกระบวนการเรียนรู้
และหน้าที่รับผิดชอบของผู้เรียนในการเรียนแต่ละขั้นตอน
ขั้นที่ 2 ขั้นนำเสนอบทเรียน
2.1 หากเป็นการนำเสนอเนื้อหาสาระ ความรู้
หรือมโนทัศน์
ผู้สอนควรกลั่นกรองและสกัดคุณสมบัติเฉพาะของมโนทัศน์เหล่านั้นและนำเสนออย่างชัดเจนพร้อมทั้งอธิบายและยกตัวอย่างประกอบให้ผู้เรียนเข้าใจต่อไปจึงสรุปคำนิยามของมโนทัศน์เหล่านั้น
2.2 ตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจตรงตามวัตถุประสงค์
ก่อนให้ผู้เรียนลงมือฝึกปฏิบัติหากผู้เรียนยังไม่เข้าใจต้องสอนซ่อมเสริมให้เข้าใจก่อน
ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติตามแบบ
ผู้สอนปฏิบัติให้ผู้เรียนดูเป็นตัวอย่างผู้เรียนปฏิบัติตามผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับในการเสริมแรงหรือแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้เรียน
ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การกำกับของผู้ชี้แนะ
ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเองโดยผู้สอนคอยดูแลอยู่ห่างๆผู้สอนจะสามารถประเมินการเรียนรู้
และความสามารถของผู้เรียนได้จากความสำเร็จและความผิดพลาดของการปฏิบัติของผู้เรียนและช่วยเหลือผู้เรียนโดยให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ
ขั้นที่ 5 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ
หลังจากที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นที่
4 ได้ถูกต้องประมาณ 85 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์แล้วผู้สอนควรปล่อยให้ผู้เรียนปฏิบัติต่อไปอย่างอิสระ
เพื่อช่วยให้เกิดความชำนาญและการเรียนรู้อยู่คงทนผู้สอนไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลป้อนกลับในทันทีสามารถให้ภายหลังได้การฝึกในขั้นนี้ไม่ควรทำติดต่อกันในครั้งเดียวควรมีการฝึกเป็นระยะ
เพื่อช่วยให้การเรียนรู้อยู่คงทนนานขึ้น
ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนทางตรงการเรียนการสอนแบบนี้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนตรงไปตรงมาผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งทาง
ด้านพุทธิพิสัย และทักษะพิสัยได้เร็วและได้มากในเวลาจํากัดไม่สับสนผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติตามความสามารถของตนจนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนและมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
สรุป การเรียนการสอนโดยตรงโดยทั่วไปมี
3 ขั้นตอน ได้แก่
1. สร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียน
2. การนำเสนอข้อมูลใหม่
3. การแสดงแนะแนว
ทางปฏิบัติให้ข้อมูลย้อนกลับและการประยุกต์ใช้
ขั้นที่ 1 การสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียน
สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน ให้มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะมีความปรารถนาที่จะเรียนรู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้และมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติภาระงานที่ได้รับมอบหมายจนกระทั่งงานเสร็จสิ้น
ขั้นที่ 2 การนำเสนอข้อมูลใหม่ให้กับผู้เรียน
การอธิบาย พยายามใช้การปฏิสัมพันธ์และการป้อนคำถามฐานทีละขั้นตอน
การสาธิต การเรียนการสอนที่ซับซ้อนปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด
ด้วยมีเครื่องมือและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เรียน
ตำรา ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่า
แบบฝึกหัดสำหรับผู้เรียน การฝึกเขียนแล้วจัดระบบระเบียบ
และการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ
โสตทัศนูปกรณ์
สร้างความน่าสนใจและแม่นยำในการนำเสนอข้อมูลใหม่ให้กับผู้เรียน
ขั้นที่ 3 การเสนอแนะแนวทางปฏิบัติให้ข้อมูลย้อนกลับและการประยุกต์ใช้
สาระเบื้องต้น คือ การยืนยันความถูกต้องเพื่อความแน่ใจและการให้แนวความคิดและข้อเสนอแนะผู้เรียนมีแนวโน้มที่จะต้องทำงานเป็นรายบุคคลแม้ว่าการทำงานเป็นกลุ่มจะเป็นที่ยอมรับก็ตามโอกาสผู้เรียนจะได้รับ
ได้แก่ การตอบคำถาม การแก้ปัญหา การสร้างโครงสร้าง
ต้นแบบวาดแผนภูมิสาธิตทักษะเป็นต้น
การเรียนการสอนตามแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
มีพื้นฐานแนวความคิดที่ว่าผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจะให้โอกาสผู้เรียนในการสร้างองค์ความรู้จากความรู้ที่มาก่อน
เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่และความเข้าใจจากประสบการณ์จริง การเรียนรู้จากวิธีการนี้
ผู้เรียนจะได้รับการส่งเสริมให้สำรวจถึงความเป็นไปได้ คิดวิธีแก้ปัญหา การทดสอบแนวคิดใหม่ๆ
การร่วมมือกับผู้อื่นการ
คิดทบทวนปัญหาท้ายที่สุดคือเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ตนเองคิดค้นขึ้น การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
เชื่อว่าความรู้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนและสิ่งแวดล้อม
การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นการสร้างความรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
ที่เปลี่ยนแนวคิดในการจัดการศึกษาตามทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ซึ่งระบุจุดประสงค์
ระดับความรู้ และการให้เสริมแรง เป็นแนวคิดในการศึกษาที่เน้นทฤษฎีความรู้ความคิด
ที่ว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ของคนเอง จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ที่เป็นผลมาจากประสบการณ์และระเบรยบแบบแผนทางความคิดของผู้เรียนแต่ละคน การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นการสร้างความรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
มุ่งเตรียมผู้เรียนให้สามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่คุณเครือ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบ
คนปฏิวัติสนใจศึกษากระบวนการเรียนรู้ด้วยการกำหนดของตนเอง เมื่อเกิดปัญหาและความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นบุคคลจะใช้โครงสร้างทางปัญญา
ที่มีอยู่เดิมทำปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อนๆที่อยู่รอบข้าง ความขัดแย้งทางปัญญาอาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการไตร่ตรองอันเป็น
กิจกรรมของการตรวจสอบ และปรับเปลี่ยนสมมติฐานทางความคิดด้วยเหตุและผล ซึ่งนำไปสู่การสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญาต่อไป
การจัดการเรียนรู้รูปแบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
เชื่อว่า ความรู้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคน และสิ่งแวดล้อม ผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด
เมื่อใดสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จะให้โอกาสผู้เรียนในการสร้างองค์ความรู้จากความรู้ที่มาก่อน
เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่และสร้างความเข้าใจจากประสบการณ์จริง ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะได้รับการส่งเสริมให้สำรวจถึงความเป็นไปได้วิธีคิดแก้ปัญหา
ทุกส่วนในความคิดใหม่ๆ การร่วมมือกับผู้อื่น การคิดทบทวนปัญหา และท้ายที่สุดคือเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ตนเองคิดค้นขึ้น
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสร้างความต่อเนื่องระหว่างข้อมูลสนเทศใหม่กับความรู้เดิมการเรียนรู้เป็น
ผลของการผลิตหรือสร้างสรรค์ทางปัญญา มนุษย์จะเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุดถ้าหากได้ลงมือสร้างความหมายหรือความเข้าใจของตนด้วยตนเองการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนสร้างโครงสร้างความรู้หรือความเข้าใจอย่างแข็งขันและมีเจตนามุ่งมั่นชัดเจนโดยผู้เรียน
จะสลายความขัดแย้ง หรือความไม่เข้ากันของแนวคิดหรือข้อมูลต่างๆโดยการพินิจพิเคราะห์คำอธิบายหรือเหตุผลเชิงทฤษฎีมนุษย์สร้างโลกทัศน์
ของตนเองขึ้นจากประสบการณ์จริงในเวลานั้นด้วยโครงสร้างความรู้เดิมที่อยู่ในรูปของมนุษย์ใช้ในการตีความหรือสร้างความหมายให้กับประสบการณ์หรือข้อมูลใหม่เมื่อมีการเรียนรู้เกิดขึ้นจะมีการปรับให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการตีความสูงขึ้น
ในเรื่องกระบวนการเรียนการสอนผู้เรียนมีความสำคัญในฐานะผู้ที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุหรือปรากฏการณ์
โดยการสังเกต การวัด หรือประมาณการการตีความห รือการกระทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจสร้างความคิดรวบยอดต่อสิ่งเหล่านั้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างแนวทางแก้ปัญหาของตนเองดังนั้นจึงเห็นคุณค่าของความคิดริเริ่มความเป็นอิสระความคิดของผู้เรียนและให้ความสำคัญและอิทธิพลของบริบทการ
เรียนรู้และภูมิหลังเกี่ยวกับความเชื่อและเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้
Murphy อธิบายสรุปได้ว่า
บุคคลสร้างความรู้โดยอาศัยการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการสื่อสารในขณะที่ตนเองมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ทำให้มีการปรับเปลี่ยนหรือจัดระบบประสบการณ์เดิมของตนเองใหม่ ดังนั้นความรู้จึงไม่สามารถถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งได้
กลาเซอร์ฟิลด์ อธิบายความรู้ว่าไม่เกี่ยวกับสิ่งเร้าและการตอบสนองแต่การเรียนรู้เกิดจากการกำกับตนเองและการสร้างมโนทัศน์จากการสะท้อนความคิดซึ่งกันและกัน
เมอร์ฟี่ รวมแนวคิดของนักศึกษาต่างๆ ในการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีของคอนสตรัคติวิทส์
สรุปได้ดังนี้
1.
กระตุ้นให้ผู้เรียนใช้มุมมองที่หลากหลายในการนำเสนอความหมายของมโนทัศน์
2. ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดเป้าหมายและจุดมุ่งหมายการเรียนของตนเองหรือจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนเกิดจากการเจรจาต่อรองระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอน
3.
ครูผู้สอนแสดงบทบาทเป็นผู้ชี้แนะผู้กำกับผู้ฝึกฝนผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน
4. จัดบริบทของการเรียน เรื่องกิจกรรม
โอกาส เครื่องมือ สภาพแวดล้อม ที่ส่งเสริมวิธีการคิดและการกำกับและรับรู้เกี่ยวกับตนเอง
5. ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญ ในการสร้างความรู้และกำกับการเรียนรู้ของตนเอ
6.จัดสถานการณ์การเรียน สภาพแวดล้อมทางสารเนื้อหาและงานที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน
ตามสภาพที่เป็นจริง
7..ใช้ข้อมูจากแหล่งของมูลปฐมภูมิเพื่อยืนยันสภาพการณ์ที่เป็นจริง
8.
ส่งเสริมการสร้างความรู้ด้วยตนเองและการเจรจาต่อรองทางสังคมและการเรียนรู้ร่วมกัน
9.
พิจารณาความรู้เดิมความเชื่อและทัศนคติของนักเรียนประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
10.ส่งเสริมการแก้ปัญหาทักษะการคิดระดับสูงและความเข้าใจเรื่องที่เรียนอย่างลึกซึ้ง
11.
นำความผิดพลาดความเชื่อที่ไม่ถูกต้องของนักเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้
12. ส่งเสริมให้นักเรียนค้นหาความรู้อย่างอิสระวางแผนและการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง
13. ให้นักเรียนได้เรียนรู้งานที่ซับซ้อนทักษะและความรู้ที่จำเป็นจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
14. ส่งเสริมให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ของเรื่องที่เรียน
15. อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนโดยให้คำแนะนำหรือให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นต้น
16. วัดผลการเรียนรู้ของนักเรียนตามสภาพที่เป็นจริงขณะดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนจากแนวคิดของนักศึกษา
ดังกล่าว
Gahnon & collay ได้แนวคิดในการออกแบบการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
ว่าประกอบด้วย 6 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ การจัดกลุ่ม การเชื่อมโยง
การซักถาม การจัดแสดงผลงาน และการสะท้อนความรู้สึกในการปฏิบัติงานโดยในการออกแบบครั้งนี้
เพื่อกระตุ้นให้ครูผู้สอนวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
กล่าวคือครูจะจัดสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนอธิบายเลือกกระบวนการในการจัดกลุ่ม นักเรียนหรือสื่อ
อุปกรณ์ สำหรับใช้ในการอธิบายสถานการณ์พยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เป็นความรู้เดิมของนักเรียนกับสิ่งที่นักเรียนต้องการจะเรียนรู้
สรุปคุณลักษณะของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
มีดังนี้
1. ผู้เรียนสร้างความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง
2. การเรียนรู้สิ่งใหม่เกิดขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน
3. การมีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
4.การจัดสิ่งแวดล้อมกิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริงทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ทฤษฎีการเรียนรู้
ดังนั้นเพื่อที่จะดีเองไม่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับวิธีการจัดการเรียนการสอน ไม่มีลำดับขั้นการสอน
ได้ศึกษาทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ และตีความเป็นทฤษฎีนี้ โดยพิจารณาจากมุมมองด้านปรัชญา
ด้านจิตวิทยาด้านญาณวิทยา และด้านการเรียนการสอนและจำแนกทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ได้ 4 แนวคิดได้แก่
1. แนวคิด
แบบกระบวนการทางสมองในการประมวลผลหรือแนวคิดแบบการประมวลผลข้อมูลนะใช้พื้นฐานที่ว่านักเรียนเรียนรู้สิ่งที่เป็นความจริงไม่ว่าจะเรียนรู้จากครูหรือการได้รับประสบการณ์การเรียนรู้โดยการประมวลผลข้อมูลนี้ใช้หลักว่ามีความจริงที่เป็นกลางที่สามารถวันและทำเป็นแบบได้ตามหลักปรัชญาของ
2. แนวคิดอินเตอร์แอ็คทีฟ เป็นองค์กรที่ว่านักเรียนสร้างความรู้และเรียนรู้เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่จับต้องได้และผู้เรียนรอบข้าง
3. แนวคิดแนวคิดนี้ใช้หลักการว่าความรู้เกิดขึ้นในระดับชุมชนเมื่อผู้คนที่อยู่ในชุมชนนั้นมีปฏิสัมพันธ์กัน
4. แนวคิดแบบนี้เชื่อว่าความคิดมากมายหลากหลายล้วนแต่มีทางที่จะเป็นจริงได้แนวคิดนี้จึงจึงบอกว่ามีความคิดใดเป็นจริงมากกว่ากัน
แนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ทั้ง 4 แนวคิด มีข้อตกลงเบื้องต้นที่อยู่ภายใต้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
เหมือนกัน สรุปได้ 3 ประการ คือ
1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคลผู้เรียนเป็นผู้รับผิดชอบการเรียนของตนไม่มีบุคคลใดสามารถเรียนรู้แทงกันได้
2. ความรู้ความเข้าใจและความเชื่อที่มีอยู่เดิมส่งเสริมต่อการเรียนรู้
3. ความขัดแย้งทางความคิดด้วยอำนวยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้เพื่อลดความขัดแย้งทางความคิดแสดงให้เห็นจุดเปลี่ยนทางด้านการศึกษากล่าวถึงเปลี่ยนจากรูปแบบการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานทฤษฎีพฤติกรรมนิยมซึ่งเน้นในเรื่องเชาว์ปัญญาจุดประสงค์ระดับความรู้
และการให้แรงเสริมมาเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เน้นทฤษฎีความรู้ความคิดซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของผู้เรียนตามแนวคิดทฤษฎีที่มีความเชื่อที่ว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ของตนเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ข้อตกลงเกี่ยวกับการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีของคอนสตรัคติวิสต์
1 ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้เมื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้
2.ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์หรือสร้างความหมายเมื่อผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม
3 ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้เกี่ยวกับสังคมเมื่อต้องการนำความหมายที่ตนเองสร้างขึ้นไปปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
การเรียนรู้แบบสร้างความรู้ด้วยตนเองสรุปได้
3 ขั้น
1. การทำความรู้ที่มีอยู่ให้กระจ่างแจ้ง
2. การระบุการได้รับและการเข้าใจข้อมูลใหม่
3. การยืนยันความถูกต้องและการใช้ข้อมูลใหม่
ขั้นตอนที่ 1 การทำความรู้ที่มีอยู่ให้กระจ่างแจ้ง
ผู้เรียนแต่ละคนต่างมีความคิดดั้งเดิมและมีความจำเป็นที่จะต้องเลือกหรือปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ดังกล่าว
ความคิดของผู้เรียนนั้นท้าทายความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องชักชวนให้ผู้เรียนเปลี่ยนแนวคิดและยอมรับความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง
กลวิธีสำหรับขั้นตอนที่ 1
สัมภาษณ์หรืออภิปรายกลุ่ม
แบ่งกลุ่มข้อมูลหรือจำแนกข้อมูล
แบ่งกลุ่มข้อมูลเรียงลำดับข้อมูลตามลักษณะบางประการ
จำแนกข้อมูลจัดกลุ่มวัตถุโดยใช้ลักษณะทางคุณภาพหรือปริมาณ
แผนที่ความคิดหรือแผนผังมโนทัศน์
ระดมสมองที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลัก
เหตุการณ์ที่ขัดแย้งเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล
ขั้นตอนที่ 2 การระบุการได้รับในการเข้าใจข้อมูลใหม่
การวางแผนแบบรวมกัน การวางแผนเครื่องมือที่สร้างแรงจูงใจที่เข้มแข็งผู้เรียนได้รับข้อมูลว่าจะต้องเรียนรู้อะไรจากหัวข้อบ้างอธิบายเป็นกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องเรียนรู้ให้ขอบเขตสาระสำคัญในการเรียนรู้
กลวิธีสำคัญสำหรับตอนที่ 2
นักจัดการขั้นสูง ข้อมูลใหม่เชื่อมโยงเข้ากับความรู้เก่าที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร
อภิปัญญา ผู้เรียนกำกับติดตามการเรียนรู้ด้วยตนเองผู้เรียนเป็นผู้นำในการเรียนรู้ด้วยตนเองเทคนิควิทยาศาสตร์
ใช้กิจกรรมเป็นฐานประกอบ คำอธิบายตัดสินใจด้วยตนเองปรัชญาส่วนบุคคลการใช้ความคิดอุปมาอุปไมยใช้แนวคิดที่คุณเคยนำแนวคิดแบบอุปมาอุปไมย
มาใช้
ขั้นที่ 3 การยืนยันความถูกต้องและการใช้ข้อมูลใหม่
ผู้เรียนได้รับข้อมูลเพื่อสร้างองค์ความรู้
ความรู้ใหม่ที่สร้างขึ้นของคนส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ความรู้ถูกทำให้กระจ่างแจ้งและยืนยันความถูกต้องเมื่อผู้เรียนนำความรู้ใหม่ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์
ความรู้ได้รับจะถูกปรับแต่งตามข้อมูลย้อนกลับที่ได้รับ
กลวิธีสำหรับขั้นตอนที่ 3
· การเรียนรู้แบบร่วมมือ ความพร้อมข้อต่อและแสดงออกในรูปแบบการทำโมเดลช่วย
ในการสร้างความเข้าใจและยังสาธิตมโนทัศน์ของความเข้าใจหลักการและกระบวนการที่เป็นเลิศเทคนิคที่ใช้ในการแสวงหาความรู้และการยืนยันความถูกต้องของความรู้
· การทดลองการออกแบบและเทคโนโลยีใช้สืบเสาะหาความรู้เป็นฐาน
· วิธีการแบบบูรณาการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหัวข้อคำถามแนะแนวคิดอื่นๆ
· สาขาวิชาการประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติ
กลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพ
ตามแนวคิด ของ มาร์ซาโน
การตั้งจุดมุ่งหมายจุดประสงค์ แนวทางการตั้งจุดประสงค์มีดังนี้ 1 )ตั้งจุดประสงค์ให้ชัดเจนตามเกณฑ์แต่ไม่
ตายตัว 2 )สื่อสารจุดประสงค์ให้กับผู้เรียนและครอบครัวได้เข้าใจตรงกัน
3 )เชื่อมโยงจุดประสงค์การเรียนรู้กับสิ่งที่เรียนรู้เดิมและการเรียนรู้ใหม่
4) ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ของตนเอง
การให้ข้อมูลย้อนกลับ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาปฏิบัติและความเข้าใจซึ่งแนวทางการให้ข้อมูลย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ
ดังนี้ 1) ข้อมูลย้อนกลับจะต้องมีความถูกต้องและละเอียดในสิ่งที่ผู้เรียนต้องรู้และเป็นประโยชน์ต่อไป
2 )การให้ข้อมูลอย่างกับควรคำนึงถึงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น 3)
การให้ข้อมูลย้อนกลับควรมีเกณฑ์อ้างอิงชัดเจน 4) ควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลย้อนกลับ
การให้การเสริมแรง มีวิธีการดังนี้ 1) สอนนักเรียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเสริมแรงและผลสัมฤทธิ์3)แจ้งที่เรียนให้ชัดเจนในวิธีการกระบวนการในการให้เสริมแรง 3) ทางผู้เรียนถึงผลที่เกิดจากการเสริมแรงสู่การบรรลุผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
การให้การยอมรับ มีวิธีการดังนี้ 1) ส่งเสริมเป้าหมายมุ่งมั่นการเป็นผู้รอบรู้ 2)
ให้การยกย่องสำหรับสิ่งที่เป็นไปตามความคาดหรือตั้งในด้านการปฏิบัติและพฤติกรรม
3) ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมในการแสดงการยอมรับเป็นการให้รางวัล
การเรียนรู้แบบร่วมมือ มีวิธีการดังนี้ 1)ควรยึดหลักของการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกและการรับผิดชอบในความสำเร็จส่วนบุคคล2)
จัดเป็นกลุ่มเล็ก 3 ถึง 5 คน 3) ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างสอดคล้องและเป็นระบบ
การใช้การแนะนำและคำถามมีวิธีการดังนี้ 1) ใช้เฉพาะประเด็นที่สำคัญ
2) ให้คำแนะนำที่ชัดเจน 3) ถามคำถามเชิงอนุมาน
4 )ถามคำถามเชิงวิเคราะห์
การให้มโนทัศน์ล่วงหน้า มีวิธีการดังนี้ 1)ใช้การอธิบายในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้าใช้การอธิบายในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า2)ใช้การบรรยายในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้าใช้การอธิบายในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า
3)ใช้สรุปภาพรวมในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า 4 )ใช้กราฟิกในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า
การใช้ภาษากายแสดงออก มีวิธีการดังนี้ 1) ใช้กราฟิกในการนำเสนอ2)กระทำหรือทำตัวแบบ 3) ใช้รูปแบบแสดงความคิดนำเสนอ 4)
สร้างรูปภาพ สัญลักษณ์
สรุปและจดบันทึก มีวิธีการดังนี้ 1) สอนนักเรียนให้รู้จักวิธีการบันทึกสรุปที่มีประสิทธิภาพ
2) ใช้แบบฟอร์มการสรุป 3) ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการบันทึกการสอนซึ่งกันและกัน
การให้การบ้านมีวิธีการดังนี้ 1) พัฒนาการสื่อสารนโยบายการมอบหมายการบ้านของโรงเรียน 2)ออกแบบการบ้างที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ทางวิธีการ 3) ให้ข้อมูลย้อนกลับในทางที่มอบหมาย
การให้ฝึกปฏิบัติ มีวิธีการดังนี้ 1) ต้องบอกถึงวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติอย่างชัดเจน
2) ออกแบบการปฏิบัติที่เจาะจงและ เวลาเหมาะสม 3) ให้ทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา
การบอกความเหมือนและความแตกต่าง มีวิธีการดังนี้ 1) วิธีการบอกความเหมือนความแตกต่างที่หลากหลายวิธี2)แนะนำนักเรียนให้มีส่วนร่วมในการกระบวนการของการกำหนดความหมายความแตกต่าง 3)
ให้คำแนะนำที่ช่วยให้นักเรียนจำแนกความเหมือนความแตกต่างด้าน
การสร้างและทดสอบสมมติฐาน มีวิธีการดังนี้ 1) ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในรูปแบบของการสร้างและทดสอบสมมติฐานที่หลากหลาย
2) การและให้นักเรียนอธิบายสมมติฐานและข้อสรุป
สรุป
มิติใหม่อนุกรมวิธานจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามแนวคิด bloom’s taxonomy และ marzano’s
taxonomy เป็นแนวทางในการศึกษาวิชาชีพครูสามารถจัดการเรียนรู้และจัดการชั้นเรียนด้วยการกำหนดจุดหมายรวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์
ยุทธวิธีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตลอดจนการติดตามดูแลปรับปรุงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการต่างๆตามความจำเป็นและเหมาะสม
และให้นักศึกษาวิชาชีพครูสามารถนำมาออกแบบและพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ได้ไงทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูนักศึกษามีแนวทางในการพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการกำหนดจุดหมายในการเรียนรู้การกำกับตนเองให้ไปถึงจุดมุ่งหมายดังกล่าวมันเป็นประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาวิชาชีพครู

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น