วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562

เนื้อหาสาระ


บทที่​ 6
การบูรณาการ​ความรู้​ (Integrated Knowledge)

             I​ : การบูรณาการ​ความรู้​ (Integrated Knowledge) การเชื่อมโยงความรู้ที่เกี่ยวข้องภายในสัตว์ต่างๆ ของรายวิชาเดียวกันหรือหลักหลายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ​ (Integrated learning​ Management)​ เป็นกระบวนการจัดประสบการณ์โดยเชื่อมสาระความรู้ของสัตว์ต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ผู้เรียนได้รับความรู้ทักษะและเจตคติ
             การบูรณาการความรู้หมายถึงการโยงความรู้ หรือการสร้างความสัมพันธ์และรวมแนวคิดเป็นหนึ่งเดียวในสถานการณ์ต่างๆการบูรณาการทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นความรู้ที่ลุ่มลึกและยั่งยืน การบูรณาการความรู้เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่มีความรู้ข้อมูล ข่าวสารมากการบูรณาการความรู้อ่านเขียนเป็นลำดับความสัมพันธ์ได้ดังนี้ เริ่มจากข้อมูล​ (data)​ สารสนเทศ​ (information)​ ความรู้​ (knowledge)​ ปัญญา​ (wisdom)​ เป้าหมายหลักของการเรียนคือ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งที่ถือว่าสำคัญในเรื่องที่กำหนดหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเพื่อแสวงหาและรวบรวมความรู้ นวัตกรรมด้านการศึกษาจำนวนมากไม่สนใจความสำคัญของความรู้ด้านเนื้อหา แต่นักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการความรู้โดยการสำรวจ การจัดจำแนก การจัดการและการสังเคราะห์ความคิดและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประมวลประสบการณ์และแก้ปัญหาบรรจุอยู่ในหลักสูตรเรียกว่า หลักสูตรบูรณาการ​ (Integrated Curricula)​ โดยนำความคิดหลักในวิชามาสัมพันธ์กันเป็นการเชื่อมโยงในแนวนอนระหว่างหัวข้อ และเนื้อหาต่างๆ ที่เป็นความรู้ทั้ง 3 ด้านได้แก่ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัยและจิตพิสัย และสัมพันธ์กับวิชาอื่นด้วย
แนวการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
             การพัฒนาผู้เรียนตามความสามารถที่แตกต่างกันจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทุกด้าน ตามแนวคิดของการ์ดเนอร์ (Gardner อ้างใน​ วิชัย​ วงษ์ใหญ่, 2542 : 8​ -​ 11)​ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้นำเสนอ ทฤษฎีพหุปัญญา​ (multiple intelligence theory)​ สรุปได้ว่า ผู้เรียนมีความสามารถทั้ง 8 ด้าน คือด้านภาษาด้านตรรก
และคณิตศาสตร์ ด้านภาพมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวด้านดนตรีด้านมนุษย์สัมพันธ์ ด้านการเข้าใจตนเอง และด้านความเข้าใจภาพธรรมชาติการเสริมสร้างความเก่งหรือศักยภาพความสามารถด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนผู้สอนจะต้องเข้าใจผู้เรียนรู้ถึงความถนัดความสามารถในการเรียนรู้ที่หลากหลายในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อจะกระตุ้นความสามารถด้านต่างๆที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนให้มีความเด่นชัดปรากฏออกมาด้วยความรู้ความเข้าใจผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจมีความอดทนในการสังเกตประเมินจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียนการพัฒนาความสามารถผู้เรียนจึงมีหน้า ที่ค้นหาความสามารถของผู้เรียน ว่าเด่นและด้อยในเรื่องใดบ้างเพื่อจะกิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือความสามารถในแต่ละด้านของผู้เรียนให้พัฒนาไปให้เต็มศักยภาพของตน
             แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 23 ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการซึ่ง วิชัย​ วงษ์ใหญ่​ (2547 : 2)​  กล่าวว่า การบูรณาการคือการสื่อสารที่กลมกลืนกันอย่างมีคุณภาพ ระหว่างองค์ประกอบหรือปัจจัยต่างๆทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่มีเป้าหมายตรงกัน เพื่อให้ได้มาสิ่งใหม่หรือสภาพใหม่ที่มีคุณค่าและสมบูรณ์แบบ โดยมีอัตราส่วนผสมที่มอบหมายภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพจะได้ประโยชน์จากการบูรณาการสู่ชีวิตและการเรียนรู้
             การบูรณาการการเรียนรู้คือการเชื่อมโยงระหว่างสาขาวิชาต่างๆในหลักสูตรจะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มีประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงลักษณะ การเรียนรู้ จะจัดเป็นหน่วยการเรียนรู้ หรือเป็นหัวเรื่อง
             หน่วยบูรณาการ​ thematic approach จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้คือ
                   - ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความหมาย
                   - เกิดองค์ความรู้ความคิดแบบองค์รวมพัฒนาความสามารถการคิด
                   - เห็นความเชื่อมโยงนำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาแบบองค์รวม
                   - เกิดประสบการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม
                   - ผู้เรียนควบคุมการเรียนรู้ของตนเอง
             วิชัย​ วงษ์ใหญ่​ (2547 : 4)​ ข่าวสรุปไหมว่าลักษณะการบูรณาการ 4 แบบคือ
                   1.​การสอดแทรก​ (infusion)​ การบูรณาการแบบเชื่อมโยงโดยผู้สอนคนเดียววิธีการสอดแทรกนี้สอนวิชาใดวิชาหนึ่งนำวิชาอื่นๆมาบูรณาการกับวิชาที่ตนสอนและสามารถเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่างๆให้เชื่อมโยงกับหัวเรื่องชีวิตจริงหรือภาระการเรียนรู้ที่กำหนดขึ้นมา
                   2.คู่ขนาน​ (parallel)​ วิธีการผู้ขนานผู้สอนหลายคนมาจากหลายวิชามาวางแผนร่วมกัน เพื่อรวมองค์ประกอบของหัวเรื่อง​ (theme)​ มโนทัศน์​ (concept)​  หรือ​ปัญหา​ (problem)​ แล้วผู้สอนแต่ละคน แต่ละวิชาแยกกันและการกำหนดชิ้นงานขึ้นอยู่กับผู้สอนแต่ต้องสะท้อนถึงหัวเรื่องแนวคิดหรือปัญหาที่กำหนดไว้ร่วมกัน การบูรณาการแบบคู่ขนานในการสอนผู้สอนอาจตกลงกันว่าจะยึดเกี่ยวกับหัวเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับการพัฒนาสังคมและชีวิตที่มีการเชื่อมโยงคู่ขนานเช่นผู้สอนวิทยาศาสตร์จะสอนเรื่องเงาผู้สอนศิลปะอาจจะให้ผู้เรียนรู้เทคนิคการวาดรูปที่มีเงา
             3.พหุวิทยาการ​ (multidisciplinary) วิธีการพหุวิทยาการผู้สอนหลายคน มาจากหลายสาขาวิชามาวางแผนร่วมกันที่จะสอนเกี่ยวกับหัวเรื่อง​ (theme)​ มโนทัศน์​ (concept)​ หรือปัญหา​ (Problem)​ และกำหนดภาพรวมของโครงการร่วมกัน ให้ออกมาเป็นชิ้นงานแบ่งโครงการออกเป็นโครงการย่อย การบูรณาการในหลายสาขาผู้สอนร่วมมือกันสอนเป็นแบบโครงการโดยใช้องค์ความรู้หลายๆสาขาวิชาทำให้ผู้เรียนสามารถวางแผนสร้างสรรค์โครงการของตนเองขึ้นมาได้ โดยใช้เวลาการเรียนต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง
                   4.การข้ามวิชาหรือการสอนเป็นทีม​ (transdisciplinary)​ วิธีการข้ามวิชาหรือสอนเป็นทีมผู้สอนแต่ละรายวิชามาวางแผนร่วมกันในองค์ประกอบของ หัวเรื่อง​ (theme)​ มโนทัศน์(concept)​ หรือปัญหา​ (problem) กำหนดเป็นโครงการขึ้นมาและร่วมกันสอนเป็นคณะ
             กรมวิชาการ​ (กองวิจัยทางการศึกษา​ กรมวิชาการ, 2545​ : 6-7)​  เสนอแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนแบบ​     บูรณาการไว้​ ดังนี้
                   1. การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว เป็นการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนหนึ่งคน มีการเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่างๆ กับชีวิตจริง หรือการเชื่อมโยงสาระ และกระบวนการเรียนรู้ภายในกลุ่มสาระต่างๆเช่น การอ่าน การเขียน คิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและกระบวนการเรียนรู้เพื่อแสวงหาความรู้ความจริงจากหัวข้อเรื่องที่กำหนด
                   2.​ การบูรณาการแบบคู่ขนาน เป็นการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนสองคนขึ้นไป ร่วมกันจัดการเรียนการสอน โดยยึดหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง เช่น ครูคนหนึ่งสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนครูอีกคนหนึ่งสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในการสอนเรื่อง "น้ำ" วิชาวิทยาศาสตร์ อาจสอนเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำ สถานะต่างๆ ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ อาจสอนการวัดปริมาตร หรือน้ำหนักของน้ำ
                   3.​ การบูรณาการแบบสหวิทยาการ เป็นการจัดการเรียนการสอนจากการนำเนื้อหาจากหลายกลุ่มสาระ เชื่อมโยงและจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ในเรื่องเดียวกันเช่น ในวันสิ่งแวดล้อม ครูผู้สอนวิชาภาษาไทยจัดการเรียนการสอน ให้เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์จัดกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา และวิชาสุขศึกษา ให้เรียนรู้โดยทำกิจกรรมชมรมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นต้น
                   4.​ การบูรณาการแบบโครงการ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนและนักเรียนร่วมกันสร้างสรรค์โครงการและใช้เวลาเรียนต่อเนื่องกันได้หลายชั่วโมง โดยการนำจำนวนชั่วโมงของแต่ละรายวิชาที่แยกกันอยู่ ที่เคยแยกกันสอน มารวมเป็นเรื่องเดียวกัน กำหนดเป้าหมายเดียวกัน ในลักษณะของการสอนเป็นทีม ถ้าต้องการเน้นทักษะเฉพาะ ก็สามารถแยกกันสอนได้ เช่น กิจกรรมเข้าค่ายภาษาอังกฤษ กิจกรรมค่ายศิลปะเป็นต้น
 วิชัย​  วงษ์ใหญ่​ (2547 : 5) สรุปภาพรวมของรูปแบบการเรียนการสอน แบบบูรณาการ วิธีการ กิจกรรมการประเมินผล และผลการเรียนรู้ ไว้ดังนี้

ตารางที่ 22 รูปแบบการบูรณาการ วิธีการ/กิจกรรม การประเมิน และผลการเรียนรู้
การบูรณาการ
วิธีการ/กิจกรรม
การประเมิน
ผลการเรียนรู้
สอดแทรก
ผู้สอนกำหนดหัวเรื่องและสอดแทรกสาระจากวิชาอื่น ๆ เข้ามาในวิชาของตนและมอบหมายงานตามที่กำหนด
ประเมินจากงานที่มอบหมายตามเกณฑ์ที่กำหนด
ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวิชาและเรียนรู้อย่างมีความหมาย
คู่ขนาน
ผู้สอนหลายคนวางแผนร่วมกันโดยกำหนดหัวข้อเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหา สถานการณ์ ผู้สอนแต่ละคนสอนในวิชาของตนภายในหัวเรื่องเดียวกัน และมอบหมายงานโครงงานทำร่วมกันเป็นโครงงานย่อยของแต่ละรายวิชาให้กับผู้เรียน
ประเมินโครงงานและชิ้นงานที่มอบหมายตามที่เกณฑ์กำหนด
ผู้เรียนสามารถนำความรู้วิชาต่าง ๆ มาสร้างสรรค์งานได้และเรียนรู้อย่างมีความหมาย
พหุวิยาการ
ผู้สอนหลายคนวางแผนการสอนร่วมกัน โดยกำหนดหัวเรื่องความคิดรวบยอด ปัญหา สถานการณ์ แล้วผู้สอนแต่ละคนต่างแยกกันสอนภายใต้หัวเรื่องเดียวกัน
ประเมินโครงงานและชิ้นงานที่มอบหมายตามที่เกณฑ์กำหนด
ผู้เรียนสามารถนำความรู้วิชาต่าง ๆ มาสร้างสรรค์งานได้และเรียนรู้อย่างมีความหมาย
มีประสบการณ์
สอนเป็นทีมหรือข้ามวิชา
ผู้สอนหลายคนวางแผนร่วมกันสอนเป็นทีม โดยกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหา สถานการณ์ สาระ จุดประสงค์ โดยร่วมกันสอนเป็นทีมในเรื่องเดียวกันตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดให้กับผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน ผู้สอนกำหนดโครงการ ชิ้นงานให้ผู้เรียนทำร่วมกันเป็นงานใหญ่ชิ้นเดียว มีกิจกรรมารแสวงหาความรู้ การปฏิบัติงานร่วมกัน
ประเมินโครงงานและชิ้นงานที่มอบหมายตามที่เกณฑ์กำหนด
ผู้เรียนมีความรู้ในการเชื่อมโยงสาขาวิชาต่างๆ นำความรู้มาสร้างสรรค์โครงการ ชิ้นงานได้และเรียนรู้อย่างมีความหมาย มีประสบการณ์ มีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา



การจัดการการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
             เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง
             การเกิดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึงการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้เรียนรู้ โดยพยายามจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลสื่อ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยใช้กระบวนการต่างๆเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และผู้เรียนมีโอกาสนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่นคำถามคือผู้สอนจะมีวิธีการหรือเทคนิคที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นนั้นได้อย่างไรผู้สอนทั่วไปยังเข้าใจคาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยเข้าใจว่าการให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองคือการปล่อยให้ผู้เรียนเรียนรู้กันเองโดยที่ผู้สอนไม่ต้องมีบทบาทอะไรหรือใช้วิธีสั่งให้ผู้เรียนไปที่ห้องสมุดอ่านหนังสือกันเองแล้วเขียนรายงานมาส่งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้ว่าการให้การเรียนรู้เกิดขึ้นที่ตัวผู้เรียนเป็นลักษณะที่ถูกต้องของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแต่การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาได้เองนั้นเป็นเรื่องยากผู้สอนจึงต้องมีหน้าที่เตรียมใจสถานการณ์และกิจกรรมต่างๆนำทางไปสู่การเรียนรู้โดยไม่ใช้วิธีบอกความรู้โดยตรงหรือถ้าจะจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้โดยใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งสำคัญ ผู้สอนจะต้องสำรวจให้รู้ก่อนว่าภายในห้องสมุดมีข้อมูลอะไรอยู่บ้างอยู่ที่ใดจะค้นพบอย่างไรแล้วจึงวางแผนสั่งการผู้เรียนต้องรู้เป้าหมายของการค้นหาจากคำสั่งที่ผู้สอนให้รวมถึงการแนะนำทางที่จะทำงานให้สำเร็จและในขณะที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติผู้สอนควรสังเกตการณ์อยู่ด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกนำข้อมูลนั้นมาปรับปรุงและจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อไป
             เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่น
             ความเข้าใจที่คาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของผู้สอนอีกประการหนึ่ง คือ ผู้สอนเข้าใจว่าการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ต้องจัดโต๊ะเก้าอี้ให้ผู้เรียนได้นั่งรวมกลุ่มกันโดยไม่เข้าใจว่าการนั่งรวมกลุ่มนั้นทำเพื่ออะไรความเข้าใจที่ถูกต้องคือเมื่อผู้เรียนจะต้องทำงานร่วมกันจึงเกิดเก้าอี้ให้นั่งรวมกันเป็นกลุ่มไม่ใช่นั่งรวมกลุ่มกันแต่ต่างคนต่างทำงานของตัวเองการจัดห้องทำงานร่วมกันและผู้สอนจะต้องกำกับดูแลให้สมาชิกในกลุ่มทุกคนมีบทบาทในการทำงานซึ่งรูปแบบการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ผู้สอนควรศึกษาเป็นแนวทางนำไปใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมคือรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกัน (Cooperative Learning)
             วิทยากร เชียงกูล (2549) ได้จากลักษณะการจัดการเรียนการสอนเรียนรู้ร่วมกันเป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละ 4-5คน โดยสมาชิกในกลุ่มมีระดับความสามารถแตกต่างกัน สมาชิกทุกคนมีบทบาทหน้าที่ร่วมกันในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายมีเป้าหมายและมีโอกาสได้รับรางวัลของความสำเร็จร่วมกัน วิธีการแบบนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในเชิงบวกมาปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้ากันได้มีโอกาสรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มได้พัฒนาทักษะทางสังคมและได้ใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงานเพื่อสร้างความรู้ให้กับตนเอง
             เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
              ตามความหมายของการเรียนรู้ที่แท้จริง คือ ผู้เรียนต้องมีโอกาสนำความรู้ที่เรียนรู้มาไปใช้ในการดำเนินชีวิตสิ่งที่เปลี่ยนดูกับชีวิตจริงจริงต้องเป็นเรื่องเดียวกันผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้ได้โดยสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนต้องแก้ปัญหาและนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้หรือให้ผู้เรียนแสดงความรู้นั้นออกมาในลักษณะต่างๆเช่นให้วาดภาพแสดงรายละเอียดที่เรียนรู้จากการอ่านบทประพันธ์ในวิชาวรรณคดีเมื่อผู้สอนได้สอนให้เข้าใจโดยการตีความและแปลความแล้วดึกอยู่ในชาที่มีเนื้อหาของการปฏิบัติเมื่อผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แล้วผู้สอนควรให้ผู้เรียนได้ฝึกให้ทำงานปฏิบัติซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชำนาญ
             ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้หนูสอนควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในลักษณะต่างๆและเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความสามารถเฉพาะที่ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันนอกจากการใช้เทคนิคการออกคำสั่งให้พูดว่าแสดงการทำงานในลักษณะต่างๆแล้วผู้สอนอาจใช้วิธีการสอนบางวิธีที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ในสถานการณ์อื่นๆได้เช่นกัน
             ตัวอย่างวิธีสอนการสอนโดยใช้โครงการเป็นฐานผู้สอนเป็นผู้กำกับควบคุมให้ผู้เรียนทุกคนได้ร่วมกันวางแผนดำเนินการตามแผนและร่วมสรุปผลงานผู้เรียนแต่ละคนจะได้เลือกและแสดงความสามารถที่ตนเองถนัดเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายจึงสามารถกล่าวขยายความได้ว่าการเรียนรู้โดยใช้โครงงานซึ่งสามารถทำอย่างต่อเนื่องกันได้ โดยมีประเด็นดังนี้
                   1. ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตนเองสนใจ
                   2. ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือหาคำตอบด้วยตนเองโดยการคิดและปฏิบัติจริง
                   3. วิธีการหาคำตอบมีความหลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
                   4. นำข้อมูลหรือข้อความรู้จากการศึกษามาสรุปเป็นคำตอบหรือข้อค้นพบของตนเอง
                   5. มีระยะเวลาในการศึกษาหรือแสวงหาคำตอบพอสมควร
                   6. คำตอบหรือข้อค้นพบเชื่อมโยงต่อการพัฒนาความรู้ต่อไป
                   7. ผู้เรียนมีโอกาสเลือกวางแผนและจัดการนำเสนอคำตอบของปัญหาหรือผลของการค้นพบด้วยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของตนเอง


             การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา
             สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (2553 หน้า 119-128) การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษามีลักษณะดังนี้ (อ้างถึงในสำนักบริการวิชาการและจัดหารายได้มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร)
             1. การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอนมีการบูรณาการดังนี้
                   1.1 กรณีที่นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเป็นทีมวิจัยของอาจารย์โดยอาจารย์มีงานวิจัยในลักษณะชุดโครงการวิจัยที่เป็นร่มใหญ่และมีงานวิจัยเยอะย่อยโดยนักศึกษาเข้าเป็นทีมในการวิจัยของอาจารย์ในชุดย่อยย่อยและมีอาจารย์ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการชุดใหญ่ให้คำแนะนำปรึกษานักศึกษาจะได้ฝึกฝนกระบวนการวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบทำให้นักศึกษาเกิดทักษะในกระบวนการทำวิจัย
                   1.2 กรณีที่นักศึกษาปริญญาตรีทำโครงการวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ของอาจารย์เป็นการออกแบบการเรียนการสอนด้วยการมอบหมายงานนักศึกษาในรูปแบบที่เป็นองค์ประกอบงานวิจัยโดยมีอาจารย์ควบคุมการดำเนินงานเป็นระยะๆแต่ไม่ใช่รายวิชาวิจัยหรือไอฟาร์มมีโครงการวิจัยและให้นักศึกษาร่วมเป็นทีมการทำวิจัยที่มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจนหรือให้นักศึกษาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในโครงการวิจัย (Under Study Concept)ที่มีแผนการวิจัยชัดเจนว่านักศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการใดบ้างเช่น การทบทวนเอกสาร การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งวิธีนี้ต่างจากวิธีแรกที่นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำวิจัยครบทุกขั้นตอน แต่วิธีที่สองนี้ นักศึกษาได้เรียนรู้บางส่วนของการวิจัยเท่านั้นดังนั้นอาจารย์ควรดำเนินการเพิ่มเติมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ครบ กระบวนการด้วย
                   1.3 กรณีที่นักศึกษาทุกระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกเข้าฟังการบรรยายหรือสัมมนา เกี่ยวกับผลความก้าวหน้าในงานวิจัยของอาจารย์ หรือ เข้าร่วมการจัดแสดงงานสร้างสรรค์ของอาจารย์อยากได้นักศึกษาได้รับประสบการณ์โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญ แต่วิธีการนี้นักศึกษาต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานอาจทำให้นักศึกษาเข้าร่วมงานได้บางส่วนเท่านั้น อาจารย์ ควรมอบหมายงานให้ผู้ที่เข้าร่วมมาสรุปสิ่งที่ได้จากการเข้ารับฟังการบรรยายหรือสัมมนาเกี่ยวกับการวิจัย และนำมารวมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
                   1.4 จัดให้มีการประชุมนำเสนอหรือแสดงผลงานสร้างสรรค์ของนักสิ้นท่าดับนานาชาติและระดับชาติ
                   1.5 ส่งเสริมให้อาจารย์นำผลลัพธ์ที่เกิดจากการวิจัยไปเป็นส่วนหนึ่ง ของเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอน หมายถึงอาจารย์มีผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับรายวิชาที่สอนและนำองค์ความรู้ที่เป็นข้อค้นพบจากงานวิจัยมาใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอน เพราะการวิจัยทำให้มีการค้นพบความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาทำให้นักศึกษามีความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในการนำผลงานวิจัยมาใช้ในการสอนนั้นต้องเป็นผลงานวิจัยของอาจารย์ผู้สอนเองไม่สามารถนำส่งงานวิจัยของคนอื่นที่เป็นภายนอกมาไม่เรียกว่าเกิดการบูรณาการ
             2. การบูรณาการงานบริการวิชาการแก่สังคม การบริการวิชาการหมายถึง กิจกรรมหรือโครงการให้บริการแก่สังคมภายนอกสถาบันจุ๊บเป็นการให้บริการที่จัดในสถาบันแต่ต้องเป็นการจัดให้กับบุคคลภายนอกประเทศของการบริการวิชาการมีดังนี้ประเภทให้เปล่าโดยไม่มุ่งเน้นผลกำไร เป็นลักษณะงานบริการวิชาการหรือกิจกรรมที่จัดเพื่อบริการสังคม โดยมหาวิทยาลัยได้จัดสรรงบประมาณ และมีองค์กรช่วยสนับสนุนในการลงทุนสำหรับการจัดกิจกรรม และให้ผู้ใช้บริการหรือผู้ร่วมกิจกรรมในการออกค่าใช้จ่าย ด้วยอีกส่วนหนึ่ง และประเภทหารายได้เป็นลักษณะงานบริการวิชาการหรือกิจกรรมที่จัดเพื่อบริการบุคคล/กลุ่มบุคคล/องค์กร ภาครัฐและเอกชน โดยผู้เข้าอบรมต้องเสียค่าใช้จ่าย (งานบริการวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล,2556) ในการบูรณาการวิชาการแก่สังคมสามารถดำเนินการได้ดังนี้
                   2.1 การบูรณาการงานบริการทางวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอนเป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนปกติและมีการกำหนดให้นักศึกษานำความรู้ที่ได้รับจัดทำเป็นโครงการหรือกิจกรรมไปบริการวิชาการให้กับบุคคลภายนอก
                   2.2 การบูรณาการงานบริการทางวิชาการแก่สังคมกับงานวิจัยเป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ หรือการนำความรู้ประสบการณ์จากการบริการวิชาการกลับมาพัฒนาต่อยอดความรู้ใหม่โดยผ่านกระบวนการงานวิจัย
             3.การบูรณาการงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมกับการจัดการเรียนการสอน สถาบันควรสนับสนุนให้มีการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไปบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน ที่มีการจัดการเรียนการสอนที่นำการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไปผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนเมื่อมีการบูรณาการกำหนดห้องนอนการประเมินความสำเร็จของการบูรณาการและมีผลการประเมินปรับปรุงการบูรณาการงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมการจัดการเรียนการสอน

การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ
             นักการศึกษาไทยได้พยายามที่จะนำเสนอ แนวคิดเพื่อการพัฒนาการศึกษาและการเรียนการสอนของไทยมาตลอดในหนังสือนี้ได้ประมวลแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแบ่งกันสอนมานำเสนอ ได้แก่
                   1. กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 โดย สาโรช บัวศรี
                   2. กระบวนการกัลยาณมิตรโดย สุมน อมรวิวัฒน์
                   3. กระบวนการทางปัญญาโดย ประเวศ วะสี
                   4. กระบวนการคิด โดย ชัยอนันต์ สมุทรวณิช
                   5. กระบวนการคิดโดย เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
                   6. มิติการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดย ทิศนา แขมมณี และคณะ
                   7. กระบวนการสอนค่านิยมและจริยธรรม โดย โกวิท ประวาลพฤกษ์
                   8. กระบวนการต่างๆ โดยกรมวิชากา รกระทรวงศึกษาธิการ
                         8.1 ทักษะกระบวนการทั้ง 9 ขั้น
                         8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
                         8.3 สามกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
                         8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
                         8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
                         8.6 กระบวนการการปฏิบัติ
                         8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
                         8.8 กระบวนการเรียนภาษา
                         8.9 กระบวนการกลุ่ม
                         8.10 กระบวนการสร้างเจนคติ
                         8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
                         8.12 กระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ
             1.กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4โดย สาโรช บัวศรี
             สาโรจน์ บัวศรี (2526) มีนักศึกษาไทยผู้มีชื่อเสียงและประสบการณ์สูงในวงการศึกษาท่านหมูเป็นผู้ดีเริ่มจุดประกายความคิดในการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการเรียนการสอนมานานกว่า 20 ปีมาแล้วโดยการประยุกต์หลักอริยสัจ 4 อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค มาใช้เป็นกระบวนการแก้ปัญหา โดยใช้ควบคู่กับแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า “กิจในอริยสัจ 4 “ อันประกอบด้วย ปริญญา (การกำหนดรู้) ปหานะ (การละ) สัจฉิกิริยา (การทำให้แจ้ง) และภาวนา (การเจริญหรือการลงมือปฏิบัติ) จากหลักทั้งสองท่านมากและการสอนกระบวนการแก้ปัญหาไว้เป็นขั้นตอนดังนี้
                   1. ต้องกำหนดปัญหา (ขั้นทุกขอ) มีการให้พูดอย่าระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข
                   2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (ขั้นสมุทัย) คือ การให้ผู้เรียนวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และตั้งสมมติฐาน
                   3. ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล (ขั้นนิโรธ) คือ การให้ผู้เรียนกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานและเก็บรวบรวมข้อมูล
                   4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล (ขั้นมรรค) คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุป
             2. กระบวนการกัลยาณมิตร โดย สุมน อมรวิวัฒน์
             สุมน อมรวิวัฒน์ (2524 : 196-199) ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมืองสาขาการศึกษาคณะครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกิตติเมธี ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้อธิบายกระบวนการกัลยาณมิตรไว้ว่า เป็นกระบวนการประสานสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพื่อจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ 1 ชี้ทางบรรเทาทุกข์ 2-4 สุขเกษมศานต์กระบวนการกัลยาณมิตร ใช้หลักการที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นหลักที่ช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้คือหลักอริยสัจ 4 มาใช้ควบคู่กับหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ในการจัดการเรียนการสอนที่มีกระบวนการหรือขั้นตอน 8 ขั้นในการดังนี้
                   2.1 หาสร้างความไว้ใจตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ได้แก่การที่ผู้สอนวางตนให้เป็นที่น่าเคารพรักเป็นที่พึ่งแก่ผู้เรียนได้มีความรู้และฝึกหัดอบรมและปรับปรุงตนเองดีเสมอสามารถสื่อสารชี้แจงให้ศิษย์ เกิดความเข้าใจ แจ่มแจ้งมีความอดทน พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาและมีความตั้งใจสอนด้วยความเมตตาช่วยให้ผู้เรียนพ้นจากทางเสื่อม
                   2.2 การกำหนดและจับประเด็นปัญหา(ขั้นทุกข์)
                   2.3 การร่วมการคิดวิเคราะห์เหตุของปัญหา (ขั้นสมุทัย)
                   2.4 การจัดลำดับความเข้มของระดับปัญหา (ขั้นสมุทัย)
                   2.5 การกำหนดจุดหมายมีสภาวะเป็นปัญหา (ขั้นนิโรธ)
                   2.6 การร่วมกันคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหา (ขั้นนิโรธ)
                   2.7 การจัดลำดับจุดหมายของภาวะพ้นปัญหา (ขั้นนิโรธ)
                   2.8 การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาตามแนวทางที่ถูกต้อง (ขั้นมรรค)
             3. กระบวนการทางปัญญา โดย ประเวศ วะสี
             ประเวศ  วะสี (2542) นักคิดคนสำคัญของประเทศไทย ผู้มีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้นท่านได้เสนอกระบวนการทางปัญญา ขึ้นควรฝึกฝนให้แก่ผู้เรียนประกอบด้วยขั้นตอน 10 ขั้นดังนี้
                   3.1 ฝึกจิตให้ผู้เรียนมีโอกาสสังเกตสิ่งต่างๆให้มากให้รู้จักสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว
                   3.2 ฝึกบันทึก ให้ผู้เรียนสังเกตสิ่งต่างๆและจดบันทึกรายละเอียดที่สังเกตเห็น
                   3.3 ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมเมื่อผู้เรียนได้ไปสังเกตหรือทำอะไรหรือเรียนรู้อะไรมาให้ฝึกนำเสนอเรื่องนั้นต่อที่ประชุม
                   3.4 ฝึกการฟังการฟังผู้อื่นช่วยให้ได้ความรู้มากผู้เรียนจึงควรได้รับการฝึกให้เป็นผู้ฟังที่ดี
                   3.5 การฝึกปุจฉา-วิสัชนา ให้ผู้เรียนฝึกการถาม-การตอบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความแจ่มแจ้ง ในเรื่องที่ศึกษารวมทั้งได้ฝึกการใช้เหตุผลการวิเคราะห์และการสังเคราะห์
                   3.6 ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม ให้ผู้เรียนฝึกคิดและตั้งคำถามเพราะคำถามเป็นเครื่องมือสำคัญในการได้มาซึ่งความรู้ต่อไปจึงให้ผู้เรียนฝึกตั้งสมมติฐานและหาคำตอบ
                   3.7 ฝึกการค้นหาคำตอบ มีคำถามและสมมติฐานแล้วควรให้ผู้เรียนฝึกค้นหาคำตอบจากแหล่งต่างๆเช่น หนังสือ ตำรา อินเทอร์เน็ต หรือไปสอบถามจากผู้รู้เป็นต้น
                   3.8 ฝึกการวิจัย การวิจัยเป็นกระบวนการหาคำตอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ใหม่
                   3.9 ฝึกเชื่อมโยงบูรณาการ บูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเองเมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรมาแล้วควรให้ผู้เรียนเชื่อมโยงให้เห็นความเป็นทั้งหมด และเกิดการเรียนรู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร อันจะทำให้เกิดมิติทางจริยธรรมขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
                   3.10 ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องใดแล้วควรให้ผู้เรียนฝึกเรียบเรียงความรู้ที่ได้การเรียบเรียงจะช่วยให้ความคิดประณีตขึ้น ทำให้ต้องค้นคว้าหาหลักฐานที่มาของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการเป็นวิธีการสำคัญในการพัฒนาปัญญาของตนและเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป
             4. กระบวนการคิด โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
             ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2542 : 4-5) นักรัฐศาสตร์และราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง และผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย นักคิดผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ซึ่งหันมาสนใจและพัฒนางานทางด้านการศึกษาอย่างจริงจัง ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการคิดไว้ว่า การคิดของคนเรามีหลายรูปแบบ โดยท่านนายกตัวอย่างมา 4 แบบและได้อธิบายลักษณะของนักคิดทั้ง 4 แบบไว้ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำมาประยุกต์เป็นแนวทางในการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดของผู้เรียนได้ดังนี้
                   4.1 การคิดแบบนักวิเคราะห์ (analytical) ผู้สอนสามารถ ช่วยผู้เรียนให้พัฒนาความสามารถ ในการคิดแบบนี้ได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนแสวงหาข้อเท็จจริง (fact) ดูตรรกะ (logic)ทิศทาง (direction)หาเหตุผล (reason) และมุ่งแก้ปัญหา (problem-solving)
                   4.2 การคิดแบบรวบยอด (conceptual) ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนให้พัฒนาความสามารถในการคิดแบบนี้ได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนคิดวาดภาพในสมองสร้างความคิดใหม่จากข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอนหรือรองข้อมูลเดิมในแง่มุมใหม่และส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าทำ
                   4.3 การคิดแบบโครงสร้าง (structural thinking) การฝึกให้ผู้เรียนแยกแยะส่วนประกอบศึกษาส่วนประกอบและเชื่อมโยงข้อมูลจัดเป็นโครงสร้างจะทำให้ผู้เรียนมีการคิดอย่างเป็นระบบสามารถตัดสินใจว่า ควรจะทำอะไรอย่างไร
                   4.4 การคิดแบบผู้นำสังคม (social thinking) การฝึกให้ผู้เรียนปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับผู้อื่นทำตนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ฝึกทักษะกระบวนการทำงานร่วมกันเป็นทีม (group process) และฝึกให้คิด3ด้าน ที่เรียกว่า "PMI" คือด้านบวก (plus)ด้านลบ (minus) และด้านที่ไม่บวกไม่ลบแต่เป็นด้านที่ไม่สนใจ (interesting)
             5. วิธีการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดย ทิศนา แขมมณี และคณะ
             ทิศนา แขมมณี และคณะ (2543) ได้ศึกษาค้นคว้าและจัดมิติของการคิดไว้ 6 ด้านคือ
                   5.1 มิติด้านข้อมูลหรือเนื้อหาที่ใช้ในการคิด การคิดของบุคคลจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน คือ เนื้อหาที่ใช้ในการคิดและกระบวนการคิดคือต้องมีการคิดอะไรควบคู่ไปกับการคิดอย่างไร ซึ่งเรื่องหนึ่งข้อมูลที่คิดนั้นมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะกำหนดได้ อย่างไรก็ตามอาจจะห่วงใยได้เป็น 3 กลุ่ม คือข้อมูลเกี่ยวกับตนเองข้อมูลเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมและข้อมูลวิชาการ (โกวิท วรวิพัฒน์  อ้างถึงในอุ่นตา นพคุณ, 2530 : 29-36)
                   5.2 มิติด้านคุณสมบัติ ที่เอื้ออำนวยต่อการคิด ได้แก่ คุณสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งมีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการคิดและคุณภาพของการคิด เช่น ใจกว้าง ความใฝ่รู้ความกระตือรือร้น ความกล้าเสี่ยง เป็นต้น
                   5.3 มิติด้านทักษะการคิด หมายถึง กระบวนการหรือขั้นตอนที่บุคคลใช้ในการคิดซึ่งจัดได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน (basic thinking skills) ประกอบด้วยทักษะที่ใช้ในการสื่อสารเช่น ทักษะการอ่าน การพูด การเขียน              และอื่นๆ  ทักษะการคิดที่เป็นแกน (core thinking skills) เช่น ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบเชื่อมโยงและอื่นๆ และทักษะการคิดขั้นสูง (higher order thinking sjill) เช่นทักษะการนิยาม การสร้าง การสังเคราะห์ การจัดระบบและอื่นๆ ทักษะการคิดขั้นสูงมักประกอบด้วย กระบวนการ มีขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าทักษะการคิดขั้นที่ต่ำกว่า
                   5.4 มิติด้านลักษณะการคิด เป็นประเภทของการคิดให้มีลักษณะเฉพาะซึ่งมีความเป็นนามธรรมสูงจำเป็นต้องมีการตีความให้เห็นเป็นรูปประธรรมจึงจะสามารถเห็นกระบวนการหรือขั้นตอนการคิดชัดเจนขึ้น การคิดกว้าง การคิดลึกซึ้ง การคิดละเอียด เป็นต้น
                   5.5 มิติด้านกระบวนการคิด เป็นการคิดที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนหลัก ซึ่งจะนำผู้คิดไปสู่เป้าหมายเฉพาะของการคิดนั้น โดยขั้นตอนหลักเหล่านั้นจำเป็นต้องอาศัยทักษะการคิดย่อยๆจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง กระบวนการคิดแก้ปัญหา กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการวิจัย เป็นต้น
                   5.6 มิติด้านการควบคุมและประเมินการคิดของตน (meta-cognition) เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ในการควบคุมกำกับการรู้คิดของตนเอง มีผู้เรียกการคิดลักษณะนี้ว่า เป็นการคิดอย่างมียุทธศาสตร์ (strategic thinking) ซึ่งครอบคลุมการวางแผน การควบคุมกำกับการกระทำของตนเอง การตรวจสอบ ความก้าวหน้าและประเมินผล
             นอกจากการนำเสนอมิติการคิดข้างต้นแล้ว ทิศนา แขมมณี และคณะ (2543) ยังได้นำเสนอกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) ซึ่งเป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการตายของต่างประเทศและของประเทศไทยดังรายละเอียดต่อไปนี้
             กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
             จุดมุ่งหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
             เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบสมเหตุสมผล ผ่านการพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้งและผ่านการพิจารณากลั่นกรอง ไตร่ตรอง ทางด้านคุณ -โทษ คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นมาแล้ว
             เกณฑ์ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
             ผู้ที่คิดอย่างมีวิจารณญาณจะมีความสามารถดังนี้
                   1. สามารถกำหนดเป้าหมายในการคิดอย่างถูกต้อง
                   2. สามารถระบุประเด็นในการคิดอย่างชัดเจน
                   3. สามารถประมวลข้อมูลทั้งทานได้ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเกี่ยวกับที่คิดทั้งทางด้านกว้าง ทางลึก และไกล
                   4. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและเลือกข้อมูลที่จะใช้ในการคิดได้ 5 สามารถประมวลข้อมูลได้สามารถใช้หลักเหตุผลในการคิดพิจารณาข้อมูล และเสนอคำตอบ/ ทางเลือกที่สมเหตุสมผลได้ 7 สามารถเลือกทางเลือก / ลงความเห็นในประเด็นที่คิดได้
             วิธีการดูขั้นตอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
                   1. ตั้งเป้าหมายในการคิด
                   2. ระบุประเด็นในการคิด
                   3. ประมวลข้อมูลทั้งทางด้านข้อเท็จจริง แต่ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่คิดทั้งทางกว้าง ลึก และไกล
                   4. วิเคราะห์ จำแนกแยกแยะข้อมูล จัดหมวดหมู่ของข้อมูล และเลือกข้อมูลที่จะนำมาใช้
                   5. ประเมินข้อมูลที่จะใช้ในแง่ความถูกต้อง ความเพียงพอและความน่าเชื่อถือ
                   6. ใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาข้อมูลเพื่อแสวงหาทางเลือก/ คำตอบที่สมเหตุสมผลตามข้อมูลที่มี
                   7. เลือกทางเลือกที่เหมาะสมโดยพิจารณาถึงผลที่จะตามมา และคุณค่ามีความหมายที่แท้จริงของสิ่งนั้น
                   8. ชั่งน้ำหนัก ผลได้ ผลเสีย คุณ-โทษ ในระยะสั้นและระยะยาว
                   9. ไตร่ตรอง ทบทวนกลับไปมาให้รอบคอบ
                   10. ประเมินทางเลือกและลงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่คิด
             6.กระบวนการคิด โดย เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์
             เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2542 : 3 - 4)ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนักคิดคนสำคัญของประเทศได้อภิปรายไว้ว่า หากเราต้องการให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไปได้ไม่เสียเปรียบ ไม่ถูกหลอกง่าย และสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาให้คนไทย คิดเป็น คือรู้จักวิธีการคิดที่ถูกต้อง และท่านได้เสนอแนะว่าควรมีการพัฒนาความสามารถในการคิดใน 10 มิติ ให้แก่คนไทย โดยท่านได้ให้ความหมายของการคิดใน 10 มิติดังกล่าวไว้ ซึ่งผู้เขียนขอประยุกต์มาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนสำหรับครูเพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนดังนี้
                   มิติที่ 1 ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้โดยฝึกให้ผู้เรียนท้าทายและโต้แย้งข้อสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลที่โยงความคิดเหล่านั้น เพื่อเปิด ทางสู่แนวความคิดอื่นๆที่อาจเป็นไปได้
                   มิติที่ 2 ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (analytical thinking) พัฒนาให้เกิดขึ้นได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนสืบค้นข้อเท็จจริง เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง โดยการตีความ (interpretation) การจำแนกแยกแยะ (classification) และการทำความเข้าใจ (understanding) กับองค์ประกอบของสิ่งนั้นและองค์ประกอบอื่นๆ ที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (causal relationship) ที่ไม่ขัดแย้งกันระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นด้วยเหตุผลที่หนักแน่น น่าเชื่อถือ
                   มิติที่ 3 ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (synthesis type thinking) และการฝึกให้ผู้เรียนรวมองค์ประกอบที่แยกส่วนกัน มาหลอมรวมภายใต้โครงร่างใหม่อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยพัฒนาผู้เรียนความสามารถของผู้เรียนในการคิดเชิงวิเคราะห์ได้
                   มิติที่ 4 ความสามารถในการคิดเชิงเปรียบเทียบ (comparative thinking) การฝึกให้ผู้เรียนค้นหาความเหมือนและ/ หรือความแตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งบนมาตรการ (criteria) เดี๋ยวกันเป็นวิธีการช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงเปรียบเทียบได้ดี                                                                                                                                                                                มิติที่ 5 ความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptual thinking) ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาทักษะในการคิดแบบนี้ได้โดยการฝึกการนำข้อมูลทั้งหมดมาประสานกันและสร้างเป็นกรอบความคิดใหม่ขึ้นมาใช้ในการตีความข้อมูลอื่นๆ ต่อไป
                   มิติที่ 6 ความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ (creative thinking) สามารถด้านนี้พัฒนาได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนคิดออกนอกกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่ ทำให้ได้แนวทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
                   มิติที่ 7 ความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ (application thinking) การคิดประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมาก ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกนำสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่เดิมไปใช้ประโยชน์ในวัตถุประสงค์ใหม่และปรับสิ่งที่มีอยู่เดิมให้เข้ากับบุคคล สถานที่ เวลา และเงื่อนไขใหม่ได้อย่างเหมาะสม
มิติที่ 8 ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ (strategic thinking) ความสามารถในด้านนี้พัฒนาได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนกำหนดแนวทางที่เป็นรูปประธรรมที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
                   มิติที่ 9 ความสามารถในการคิดเชิงบูรณาการ (integrative thinking) คือการฝึกให้ผู้เรียนเชื่อมโยงเรื่องในมุมต่างๆ เข้ากับเรื่องหลักๆ ได้อย่างเหมาะสม
                   มิติที่ 10 ความสามารถในการคิดเชิงอนาคต (futuristic thinking) เป็นความสามารถในการคิดขั้นสูง ซึ่งสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนคาดการณ์ และประมาณการการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการใช้เหตุผลทางตรรกวิทยา สมมติฐาน ข้อมูลและความสัมพันธ์ต่างๆ ของในอดีตและปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์ ทิศทางหรือขอบเขตทางเลือกที่เหมาะสมอีกทั้งมีพลวัตรสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
             7. กระบวนการสอนค่านิยมและจริยธรรม โดย โกวิทประวาลพฤกษ์
             โกวิท ประวาลพฤกษ์ (2532) นักวิชาการคนสำคัญท่านหนึ่งในวงการการศึกษาได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาค่านิยมและจริยธรรมไว้ว่า ควรเริ่มต้นด้วยการพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรม และดำเนินการสอนตามขั้นตอนดังนี้
                   7.1 กำหนดพฤติกรรมทางจริยธรรมที่พึงปรารถนา 7.2 เสนอตัวอย่างพฤติกรรมในปัจจุบัน
                   7.3 ประเมินปัญหาเชิงจริยธรรม
                   7.4 แลกเปลี่ยนผลการประเมิน
                   7.5 ฝึกพฤติกรรมโดยมีผลสำเร็จ
                   7.6 เพิ่มระดับความขัดแย้ง 7.7 ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง
                   7.8 กระตุ้นให้ผู้เรียนยอมรับตัวเอง
            

             8. การจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการ โดย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
             กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอแนะการจัดการเรียนการสอน 12 กระบวนการด้วยกัน ดังนี้ (กรมวิชาการ 2534)
                   8.1 ทักษะกระบวนการ (9 ขั้น)
                   8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
                   8.3 กระบวนการคิดอย่างมีจิตวิญญาณ
                   8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
                   8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
                   8.6 กระบวนการปฏิบัติ
                   8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
                   8.8 กระบวนการเรียนภาษา 8.9 กระบวนการกลุ่ม
                   8.10 กระบวนการสร้างเจตคติ
                   8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
                   8.12 กระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ
             กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2534) ได้ให้ความหมายของการสอนที่เน้นกระบวนการไว้ว่าเป็นการสอนที่
                   ก. สอนให้ผู้เรียนสามารถทำตามขั้นตอนได้และรับรู้ขั้นตอนทั้งหมดจนสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ใหม่ๆ
                   ข. สอนให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนเกิดทักษะ สามารถนำไปใช้ได้อย่างอัตโนมัติ
                   การสอนกระบวนการจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
                         1. ครูมีความเข้าใจและใช้กระบวนการนั้นอยู่
                         2. ครูนำผู้เรียนผ่านขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการทีละขั้นอย่างเข้าใจครบถ้วนครบวงจร
                         3. ผู้เรียนเข้าใจและรับรู้ขั้นตอนของกระบวนการนั้น
                         4. ผู้เรียนนำกระบวนการนั้นไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้
                         5. ผู้เรียนใช้กระบวนการนั้นในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัย
                   จะเห็นได้ว่ากระบวนการเหล่านี้ผู้สอนจะต้องเป็นผู้วางแผน นำไปให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้จนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ดังนั้นกระบวนการที่ใช้จะเป็นกระบวนการใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นสำคัญ
                  
                   8.1 ทักษะกระบวนการ (9 ขั้น)
                         1. ตระหนักในปัญหาและความจำเป็น
                                ครูยกสถานการณ์ตัวอย่างและกระตุ้นให้ผู้เรียนตระหนักในปัญหาความจะเป็นของเรื่องที่ศึกษา หรือเห็นประโยชน์และความสำคัญของการศึกษาเรื่องนั้นๆ โดยครูอาจนำเสนอเป็นกรณีตัวอย่างหรือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาความขัดแย้งของเรื่องที่จะศึกษาโดยใช้สื่อประกอบ เช่น รูปภาพ วิดีทัศน์สถานการณ์จริง กรณีตัวอย่าง สไลด์ ฯลฯ
                         2. การคิดวิเคราะห์
                                ครูการ์ตูนให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ตอบคำถาม ทำแบบฝึกหัด และให้โอกาสผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเป็นกลุ่ม หรือรายบุคคล
                         3. สร้างทางเลือกให้หลากหลาย
                                ให้ผู้เรียนแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลาย โดยร่วมกันคิดเสนอทางเลือก และอภิปรายข้อดีข้อเสียของทางเลือกนั้น
                         4. ประเมินและเลือกทางเลือก
                                ให้ผู้เรียนพิจารณาตัดสินเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาและร่วมกันสร้าง เกณฑ์โดยคำนึงถึงปัจจัย วิธีดำเนินการ ผลผลิต ข้อจำกัด ความเหมาะสม กาลเทศะ เพื่อใช้ในการพิจารณาเลือกแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจใช้วิธีระดมพลังสมอง อภิปราย ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ฯลฯ
                         5. กำหนดและลำดับขั้นตอนปฏิบัติการ
                                ให้ผู้เรียนวางแผนในการทำงานของตนเองหรือกลุ่มโดยอาจใช้ลำดับขั้นการดำเนินงานดังนี้
                                5.1 ศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐาน
                                5.2 กำหนดวัตถุประสงค์
                                5.3 กำหนดขั้นตอนการทำงาน
                                5.4 กำหนดผู้รับผิดชอบ (กรณีทำร่วมกันกับกลุ่มอื่น)
                                5.5 กำหนดระยะเวลาการทำงาน
                                5.6 กำหนดวิธีการประเมิน
                         6. ปฏิบัติด้วยความชื่นชม
                                ให้ผู้เรียนปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ด้วยความสมัครใจ ตั้งใจมีความกระตือรือร้นและเพลิดเพลินกับการทำงาน
                        

                         7. ประเมินระหว่างปฏิบัติ
                                ให้ผู้เรียนสำรวจปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานโดยการซักถามอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามขั้นตอนและตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยสรุปผลการทำงานแต่ละช่วง แล้วเสนอแนวทางการปรับปรุงการทำงานขั้นต่อไป
                         8. ปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
                                ผู้เรียนนำผลที่ได้รับจากการประเมินในแต่ละขั้นตอนมาเป็นแนวทางในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
                         9. ประเมินผลรวมเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ
                                ผู้เรียนสรุปผลการดำเนินงานโดยการเปรียบเทียบผลงานกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้และผลพลอยได้อื่นๆ ซึ่งอาจเผยแพร่ขยายผลแก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ
                   8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
                         1. สังเกต
                                ให้ผู้เรียนรับรู้ข้อมูล และศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ โดยใช้สื่อประกอบเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดข้อกำหนดเฉพาะด้วยตนเอง
                         2. จำแนกความแตกต่าง
                                ให้ผู้เรียนบอกถึงความแตกต่างของสิ่งที่รับรู้และให้เหตุผลในความแตกต่างนั้น
                         3. หาลักษณะร่วม
                                ผู้เรียนมองเห็นความเหมือนในภาพรวมของสิ่งที่รับรู้ และสรุปเป็นวิธีการหลักการ คำจำกัดความ หรือนิยาม
                         4. ระบุชื่อความคิดรวบยอด
                                ผู้เรียนได้ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่รับรู้
                         5. ทดสอบและนำไปใช้
                                ผู้เรียนได้ทดลอง ทดสอบ  สังเกต ทำแบบฝึกหัด ปฏิบัติ เพื่อประเมินความรู้
                   8.3 กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
                   กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นความสามารถทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความจำ จนถึงขั้นการวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่าตามแนวคิดของ บลูม (Bloom) หรือแนวคิดของกานเย่ (Gagne) ซึ่งเริ่มจากการเรียนรู้สัญลักษณ์ทางภาษาจนเชื่อมโยงเป็นความคิดรวบยอดเป็นกฎเกณฑ์และนำกฎเกณฑ์ไปใช้ ผู้สอน ควรพยายามใช้เทคนิคต่อไปนี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เป็นขั้นๆ อาจจะเลือกใช้เทคนิคใดก่อนหลังก็ได้ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แต่ความพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนผ่านขั้นตอนย่อยทุกขั้นตอน ดังนี้
                         1. การสังเกต
                                ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมรับรู้แบบปรนัยให้เกิดความเข้าใจ ได้ความคิดรวบยอด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ สรุปเป็นใจความสำคัญครบถ้วน ตรงตามหลักฐานข้อมูล
                         2. อธิบาย
                                ให้ผู้เรียนตอบคำถาม แสดงความคิดเห็นเชิงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กำหนด เน้นการใช้เหตุผล ด้วยหลักการ กฎเกณฑ์และอ้างหลักฐานข้อมูลประกอบให้น่าเชื่อถือ
                         3. รับฟัง
                                ให้ผู้เรียนได้ฟังความคิดเห็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อความคิดของตนได้ตอบคำถามโต้ตอบและแสดงความคิดเห็นของตนฝึกให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนความคิดเดิมของตนตามเหตุผลหรือข้อมูลที่ดีโดยไม่ใช้อารมณ์
                         4. เชื่อมโยงความสัมพันธ์
                                ให้ผู้เรียนได้เปรียบเทียบความแตกต่างและความคล้ายคลึงของสิ่งต่างๆให้สรุปจัดกลุ่มสิ่งที่เป็นพวกเดียวกันเชื่อมโยงเหตุการณ์เชิงสาเหตุและผลหากกฎเกณฑ์การเชื่อมโยงในลักษณะอุปมาอุปไมย
                         5. วิจารณ์
                                จัดกิจกรรมให้วิเคราะห์เหตุการณ์คำกล่าวแนวคิดหรือการกระทำแล้วให้จำแนกหาจุดเด่น-จุดด้อยส่วนดี-ส่วนเสียส่วนสำคัญ-ไม่สำคัญจากสิ่งนั้นด้วยการยกเหตุผลหลักการมาประกอบการวิจารณ์
                         6. สรุป
                                จัดกิจกรรมให้พิจารณาส่วนประกอบของการกระทำหรือข้อมูลต่างๆที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันแล้วให้สรุปผลอย่างตรงและถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล
                   8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
              กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เกิดความคิด
                         1. สังเกต
                               ให้นักเรียนไปศึกษาข้อมูลรับรู้และทำความเข้าใจในปัญหาจนสามารถสรุปและตระหนักในปัญหานั้น
                         2. วิเคราะห์
                               ให้ผู้เรียนได้อภิปลายหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อแยกแยะประเด็นปัญหาสภาพสาเหตุและลำดับความสำคัญของปัญหา
                         3. สร้างทางเลือก
                               ให้ผู้เรียนแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายซึ่งอาจมีการทดลองค้นคว้าตรวจสอบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการทำกิจกรรมกลุ่มและควรมีการกำหนดหน้าที่ในการทำงานให้แก่ผู้เรียนด้วย
                         4. เก็บข้อมูลประเมินทางเลือก
                                ผู้เรียนปฏิบัติตามแผนงานและบันทึกการปฏิบัติงานเพื่อรายงานและตรวจสอบความถูกต้องของทางเลือก
                         5. สรุป
                                ผู้เรียนสังเคราะห์ความรู้ด้วยตนเองซึ่งอาจจะทำในรูปของรายงาน
                   8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
                   กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้ผู้เรียนให้ความสนใจเอาใจใส่รับรู้เห็นคุณค่าในปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งที่เป็นรูปประธรรมและนามประธรรมขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้
                         1. สังเกต
                               ให้ข้อมูลที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเอาใจใส่และเห็นคุณค่า
                         2. วิจารณ์
                               ให้ตัวอย่างสถานการณ์ประสบการณ์ตรงเพื่อให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์หาสาเหตุและผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
                         3. สรุป
                               ให้อภิปรายหาข้อมูลหรือหลักฐานมาสนับสนุนคุณค่าของสิ่งที่จะต้องตระหนักและวางเป้าหมายที่จะพัฒนาตนเองในเรื่องนั้น
                   8.6 กระบวนการปฏิบัติ
                   กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มุ่งให้ผู้เรียนปฏิบัติจนเกิดทักษะมีขั้นตอนดังนี้
                         1. สังเกต
                               รับรู้ให้ผู้เรียนได้เห็นตัวอย่างหลากหลายจนเกิดความเข้าใจและสรุปความคิดรวบยอด
                         2. ทำตามแบบ
                               ทำตามตัวอย่างที่แสดงให้เห็นทีละขั้นตอนจากขั้นพื้นฐานไปสู่งานที่ซับซ้อนขึ้น
                         3. ทำเองโดยไม่มีแบบ
                               เป็นการฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตนเอง
                         4.ฝึกให้ชำนาญ
                               ให้ผู้เรียนปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญหรือทำได้โดยอัตโนมัติซึ่งอาจเป็นงานชิ้นเดิมหรืองานที่คิดขึ้นใหม่
                   8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
                   กระบวนการนี้มี 2 วิธีการคือสอนทักษะทางคิดคำนวณและทักษะแก้ปัญหาโจทย์การสอนทักษะการคิดคำนวณมีขั้นตอนย่อยคือสร้างความคิดรวบยอดของคำนิยามศัพท์สอนกดโดยวิธีอุปนัย(สอนจากตัวอย่างไปสู่กฎเกณฑ์ใหม่ฝึกการวินิจฉัยปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง
                   ส่วนการสอนทักษะแก้ปัญหาโจทย์มีขั้นตอนย่อยคือประโยชน์ในเชิงภาษาหาวิธีแก้ปัญหาโจทย์วางแผนปฏิบัติตามขั้นตอนและตรวจสอบคำถาม
                    8.8 กระบวนการเรียนภาษา
                   กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาทักษะทางภาษามีขั้นตอนดังนี้
                         1. ทำความเข้าใจสัญลักษณ์หรือรูปภาพรูปแบบเครื่องหมาย
                               ผู้เรียนรับรู้เกี่ยวกับความหมายของคำกลุ่มคำประโยคและถ้อยคำสำนวนต่างๆ
                         2. สร้างความคิดรวบยอด
                               ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้จากประสบการณ์นำมาสู่ความเข้าใจและเกิดภาพรวมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนด้วยตนเอง
                         3. สื่อความหมายความคิด
                               ผู้เรียนถ่ายทอดทางภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้
                         4. พัฒนาความสามารถ
                               ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามขั้นตอนคือความรู้ความจำความเข้าใจการนำไปใช้การวิเคราะห์สังเคราะห์และการประเมินค่า
                   8.9 กระบวนการกลุ่ม
                   กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มุ่งให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันโดยเน้นกิจกรรมดังนี้
                         1. มีผู้นำกลุ่มซึ่งอาจผลัดเปลี่ยนกัน
                         2. วางแผนกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการ
                         3. รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคนบนพื้นฐานของเหตุผล
                         4. แบ่งหน้าที่รับผิดชอบเมื่อมีการปฏิบัติ
                         5. ติดตามผลการปฏิบัติและปรับปรุง
                         6. ประเมินผลรวมและชื่นชมในผลงานของคณะ
                   8.10 กระบวนการสร้างเจตคติ
                   กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่แทรกได้กับทุกเนื้อหาเน้นความรู้สึกที่ดีต่อกลุ่มที่เรียนอาจเป็นความคิดหลักการการกระทำเหตุการณ์สถานการณ์ ฯลฯ มีขั้นตอนดังนี้
                         1. สังเกต
                               ผู้เรียนพิจารณาข้อมูลเหตุการณ์การกระทำที่เกี่ยวข้องกับการมีเจตคติที่ดีและเจตคติที่ไม่ดี
                         2. วิเคราะห์
                               ผู้เรียนพิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นตามมาแยกเป็นการกระทำที่เหมาะสมได้ผลตามที่น่าพอใจและการกระทำที่ไม่เหมาะสมได้ผลที่ไม่น่าพอใจ
                         3. สรุป
                               ผู้เรียนรวบรวมข้อมูลเป็นหลักการแนวคิดแนวปฏิบัติ
                   8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
                   กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเกิดการยอมรับและเห็นคุณค่าของค่านิยมด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้
                         1. สังเกต ตะหนัก
                               ผู้เรียนพิจารณาการกระทำที่เหมาะสมและการกระทำที่ไม่เหมาะสมรับรู้ความหมายจำแนกการกระทำที่แตกต่างกันได้
                         2. ประเมินเชิงเหตุผล
                               ผู้เรียนใช้กระบวนการอภิปรายกลุ่มแสดงความคิดเห็นวิเคราะห์วิจารณ์การกระทำของตัวละครหรือบุคคลในสถานการณ์ต่างๆว่าเหมาะสมหรือไม่เพราะเหตุใด
                         3. กำหนดค่านิยม
                               ผู้เรียนแต่ละคนแสดงความเชื่อความพอใจในการกระทำที่ควรกระทำในสถานการณ์ต่างๆของเหตุผล
                         4. วางแผนปฏิบัติ
                               ผู้เรียนช่วยกันกำหนดแนวปฏิบัติในสถานการณ์จริงโดยมีครูร่วมรับทราบกติกาการกระทำและสำรวจสิ่งที่ผู้เรียนต้องการจะได้รับเมื่อกระทำดีแล้วเช่นการได้ประกาศชื่อให้เป็นที่ยอมรับ
                         5. ปฏิบัติด้วยความชื่นชม
                               ผู้ให้การเสริมแรงระหว่างการปฏิบัติเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความชื่นชมยินดี


                   8.12 กระบวนการเรียนความรู้ความเข้าใจ
                   กระบวนการนี้ใช้กับการเรียนเนื้อหาเชิงความรู้มีขั้นตอนดังนี้
                         1. สังเกต ตระหนัก
                               ผู้เรียนพิจารณาข้อมูลสาระความรู้เพื่อสร้างความคิดรวบยอดตั้งคำถามตั้งข้อสังเกตสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้และกำหนดเป็นวัตถุประสงค์ที่จะแสวงหาคำตอบต่อไป
                         2. วางแผนปฏิบัติ
                               ผู้เรียนนำวัตถุประสงค์หรือคำถามที่ทุกคนสนใจจะหาคำตอบมาวางแผนเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม
                         3. ลงมือปฏิบัติ
                               ครูกำหนดให้สมาชิกในกลุ่มย่อยได้แสวงหาคำตอบจากแหล่งความรู้ด้วยวิธีต่างๆเช่นค้นคว้าสัมภาษณ์ศึกษานอกสถานที่หาข้อมูลจากองค์กรในชุมชน ฯลฯ ตามแผนที่วางไว้
                         4. พัฒนาความรู้ความเข้าใจ
                               ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้มารายงานและอภิปรายเชิงแปลความตีความขยายความนำไปใช้วิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า
                         5. สรุป
                               ผู้เรียนรวบรวมเป็นสาระที่ควรรู้บันทึกลงสมุดจะเห็นได้ว่ากระบวนการรวมทั้งรูปแบบการเรียนการสอนต่างๆดังได้เสนอไปแล้วข้างต้นมีจำนวนและความหลากหลายพอสมควรซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกเป็นจำนวนมากผู้สอนจึงพึงตระหนักว่าศาสตร์ทางการสอนได้ให้แนวคิดแนวทางในการจัดการเรียนการสอนไว้อย่างหลากหลายพอสมควรหากผู้สอนรู้จักแสวงหาศึกษาเรียนรู้และนำไปทดลองใช้จะสามารถช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมีชีวิตชีวาและมีความหลากหลายไม่จำเจเออยู่กับวิธีการหรือกระบวนการเพียงไม่กี่วิธีซึ่งอาจทำให้ทางผู้สอนและผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย

สรุป
             การบูรณาการเป็นการนำศาสตร์สาขาวิชาต่างๆที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกันเนื้อหาวิชาต่างๆที่ใกล้เคียงกันหรือเกี่ยวข้องกันควรนำมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้เรียนรู้อย่างมีความหมายลดความซ้ำซ้อนเชิงเนื้อหาวิชาแนวคิดสำคัญที่ผู้สอนจะนำมาใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนได้นำข้อมูลหลากหลายที่เกิดจากการเรียนรู้ไปสัมพันธ์เชื่อมโยงก็คือแนวคิดเกี่ยวกับ"การบูรณาการ"เหตุที่ต้องจัดให้มีการบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอนคือในชีวิตของคนเรามีเรื่องราวต่างๆที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่ได้แยกออกจากกันเป็นเรื่องๆ เมื่อมีการบูรณาการเข้ากับชีวิตจริงโดยการเรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวแล้วขยายกว้างออกไปผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นและเรียนรู้อย่างมีความหมายเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ความคิด ความสามารถและทักษะที่หลากหลาย




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น