1.
การเรียนการสอนแบบบูรณาการ
ความหมายการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
กระทรวงศึกษาธิการ (2546:19) อ้างถึงใน
พระเทพเวที,2531:24) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การบูรณาการ
หมายถึงการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์สาขาต่างๆ ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่มีความหมาย
มีความหลากหลายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
สำนักงานประสานงานโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (2540:6)
ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสอนแบบบูรณาการ
หมายถึงการเชื่อมโยงวิชาหนึ่งเข้ากับวิชาอื่นๆ ในการสอน
เช่น
การเชื่อมโยงวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์และภาษาไทย การเชื่อมโยงวิชาวิทยาศาตร์กับสังคมศึกษา การเชื่อมโยงวิชาศิลปะกับภาษาไทย เป็นต้น
โศภนา บุณยะกลัมพ
(2546:8)
ได้ให้ความหมายไว้ว่า
การสอนแบบบูรณาการ
หมายถึงการสอนซึ่งนำเอาสาระการเรียนรู้ต่างๆ เข้ามาผสมผสานกันเพื่อประโยชน์แก่ผู้เรียน โดยใช้สาระการเรียนรู้ใดสาระการเรียนรู้หนึ่งเป็นแกนหลักแล้วขยายวงกว้างขวางออกไป เพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดความสมบูรณ์ในตัวของเขาเอง
นิรมล ศตวุฒิ
(2547:74)
ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสอนแบบบูรณา
หมายถึงการจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้ในลักษณะองค์รวม(Holistic Way) ระหว่างวิชาต่างๆ
อย่างมีความหมายตามสภาพความเป็นจริงในชีวิตหรือสภาพปัญหาสังคมที่ซับซ้อน
จากที่กล่าวมาพอสรุปความหมาย การสอนแบบบูรณาการได้ว่า
เป็นการเชื่อมโยงวิชาหนึ่งเข้ากับวิชาอื่นๆ ในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
เหตุผลที่สนับสนุนการเชื่อมโยงวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกันในการสอนมีดังต่อไปนี้
1.
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ได้จำกัดว่าจะเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะ
ตัวอย่าง เช่น การเกิดอุทกภัย
ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวแต่ก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง เช่น
บ้านเรือนไร่นาเสียหาย
ธุรกิจหยุดชะงัก
โรงเรียนและสถานที่ต่าง ๆ ต้องหยุดงาน
ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหลายประการ
ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ เราจำเป็นจะต้องใช้ความรู้และทักษะจากหลาย ๆ
สาขาวิชามาร่วมกันแก้ปัญหา
การเรียนรู้เนื้อหาวิชาต่างๆ
ในลักษณะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชา และความสัมพันธ์ของวิชาต่าง ๆ เหล่านั้นกับวิชาจริง
2.
การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการจะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยง ระหว่างความคิดรวบยอดในศาสตร์ต่าง ๆ
ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย
การเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์
ไม่จำเป็นว่าความคิดรวบยอดจะต้องแยกจากความคิดรวบรวมยอดในวิชาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ภาษา
หรือสังคมศึกษา
เนื้อหาและกระบวนการที่เรียนในวิชาหนึ่งอาจช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในวิชาอื่นดีขึ้นได้
3. การสอนที่สัมพันธ์เชื่อมโยงความคิดรวบยอดจากหลาย
ๆ
สาขาวิชาเข้าด้วยกันมีประโยชน์หลายอย่าง
ที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้เกิดการถ่ายโอนความรู้ (Transf of
learning) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการจะช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงได้และในทางกลับกันก็จะสามารถเชื่อมโยงเรื่องของชีวิตจริงภายนอกห้องเรียนเข้ากับสิ่งที่เรียนได้ ทำให้นักเรียนเข้าใจว่า สิ่งที่ตนเรียนมีประโยชน์หรือนำไปใช้จริงได้
4.
หลักสูตรและการเรียนการสอนแบบบูรณาการมีประโยชน์ในการขจัดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาต่าง
ๆ ในหลักสูตร ในปัจจุบันเราประสบปัญหาในเรื่องที่ความรู้และข้อมูลต่าง
ๆ
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นจำนวนมากมายในแต่ละปีการเพิ่มขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วของความรู้และข้อมูลต่าง
ๆ นี้
ทำให้การเรียนแบบสัมพันธ์วิชามีความสำคัญมากกว่า ที่ต่างวิชาต่างเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในหลักสูตรของตน
5.
การเรียนการสอนแบบบูรณาการสามารถตอบสนองต่อความสามารถของผู้เรียนซึ่งมีหลายด้าน เช่น
ภาษา คณิตศาสตร์ การมองพื้นที่
ความคล่องของร่างกาย
และความเคลื่อนไหวดนตรี
สังคมหรือมนุษย์สัมพันธ์และความรู้และความเข้าใจตนเอง ซึ่งรวมเรียกว่า “พหุปัญญา” (Multiple
Intelligences) และสนองตอบต่อความสามารถที่จะแสดงออกและตอบสนองทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
6.
กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ในหลักสูตรแบบบูรณาการสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้โดยผู้เรียน
(Constructivism) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาขณะนี้
ประเภทของการสอนแบบบูรณาการ มี
2 แบบ คือ
1.
การบูรณาการภายในกลุ่มวิชาหรือสาขาวิชาเดียวกัน โดยกำหนดหัวเรื่อง (Theme) ขึ้น แล้วบูรณาการขอบข่ายวิชาต่างๆ
ในการสอนตามหัวเรื่องนั้น
2. การบูรณาการระหว่างวิชา เป็นการเชื่อมโยงหรือรวมศาสตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่
2 สาขาวิชา
ขึ้นไป ภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน
เป็นการเรียนรู้โดยใช้ความรู้เข้าใจและทักษะในศาสตร์หรือความรู้ในวิชาต่าง
ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป
เพื่อการแก้ปัญหา หรือ แสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเชื่อมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ
จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง
ไม่ใช่เพียง ผิวเผิน และมีลักษณะใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการระหว่างวิชา
จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในลักษณะองค์รวม
ไม่ว่าวิชาใดก็จะสามารถจะใช้วิธีบูรณาการได้ทั้งสิ้น
ข้อสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการบูรณาการที่ดี
การเรียนการสอนแบบบูรณาการระหว่างวิชาจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง
ๆ ที่อยู่รอบตัวได้
การสอนแบบบูรณาการทั้งสองแบบมีหลักการเช่นเดียวกัน
กล่าวคือมีการกำหนดหัวเรื่องที่เชื่อมโยงความคิดรวบยอดต่าง ๆ มีการวางแผนการจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและลงมือปฏิบัติ
รูปแบบของการบูรณาการ (Models of
Integration)
รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการมี 4
รูปแบบ คือ
1. การสอนบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion Instruction)
การสอนรูปแบบนี้ครูผู้สอนในวิชาหนึ่งสอดแทรกเนื้อหาของวิชาอื่น
ๆ เข้าไปในการสอนของตน เป็นการวางแผนการสอนและสอนโดยครูเพียงคนเดียว
2.
การสอนบูรณาการแบบขนาน (Parallel Instruction)
การสอนตามรูปแบบนี้
ครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน ต่างคนต่างสอนแต่ต้องวางแผนการสอนร่วมกันโดยมุ่งสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกัน
(Theme/concept/problem) ระบุสิ่งที่ร่วมกันและตัดสินในร่วมกันว่าจะสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้นๆ อย่างไรในวิชาของแต่ละคน
งานหรือการบ้านที่มอบหมายให้นักเรียนทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละวิชา
แต่ทั้งหมดจะต้องมีหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาร่วมกัน
3. การสอนบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction)
ขนาน (Parallel Instruction) กล่าวคือครูตั้งแต่ 2
คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน
มุ่งสอนหัวเรื่อง
ความคิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกันต่างคนต่างแยกกันสอนเป็นส่วนใหญ่ แต่มีการมอบหมายงาน หรือโครงการ (Project) ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ครูทุกคนจะต้องวางแผนร่วมกันเพื่อที่จะระบุว่าจะสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้น
ๆ ในแต่ละวิชาอย่างไร
และวางแผนสร้างโครงการร่วมกัน(หรือกำหนดงานจะมอบหมายให้นักเรียนทำร่วมกัน) และกำหนดว่าจะแบ่งโครงการนั้นออกเป็นโครงการย่อย
ๆ ให้นักเรียนปฏิบัติแต่ละรายวิชาอย่างไร
อนึ่ง พึงเข้าใจว่าคำว่า “โครงการ” นี้มีความหมายเดียวกันกับคำว่า “โครงงาน” มาจากภาษาอังกฤษคำเดียวกันคือ “Project” หลายท่านอาจคุ้นกับคำว่า โครงงาน มากกว่า เช่น “โครงงานวิทยาศาสตร์” ซึ่งก็อาจเรียกว่า “โครงการวิทยาศาสตร์” ได้เช่นเดียวกัน
4.
การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชาหรือเป็นคณะ
(Transdisciplinary
Instrction)
การสอนตามรูปแบบนี้ครูที่สอนวิชาต่าง ๆ จะร่วมกันสอนเป็นคณะหรือเป็นทีม ร่วมกันวางแผน
ปรึกษาหารือ และกำหนดหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาร่วมกัน แล้วร่วมกันดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มเดียวกัน
การสร้างบทเรียนแบบบูรณาการ
ที่ 1 และ
2
และการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 และ 4
การสอนตามรูปแบบที่ 1 (Infusion Instruction)
และรูปแบบที่ 2 (Parallel Instruction)
มี 2 วิธีคือ
วิธีที่หนึ่ง เลือกหัวเรื่อง
(Theme) ก่อนแล้วดำเนินการพัฒนาหัวเรื่องให้สมบูรณ์ มีกำหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้ชัดเจน
กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้และพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนและอื่นๆ ตามลำดับ
วิธีที่สอง เลือกจุดประสงค์รายวิชาจาก 2
รายวิชาขึ้นไปก่อน
แล้วนำมาสร้างเป็นหัวเรื่อง (Theme) ที่ร่วมกันระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่ใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้และพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนและอื่นๆ ตามลำดับ
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วิธีที่หนึ่ง เลือกหัวเรื่องก่อน
ขั้นที่ 1 เลือกหัวเรื่อง (Theme) โดยวิธีต่อไปนี้
1.
ระดมสมองของครูและนักเรียน
2.
เน้นที่การสอดคล้องกับชีวิตจริง
3. ศึกษาเอกสารต่างๆ
4.
ทำหัวเรื่องให้แคบลงโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงความสะดวกในการเชื่อมโยงระหว่างวิชาความรู้ และความสนใจของนักเรียน
ขั้นที่ 2
พัฒนาหัวเรื่อง (Theme) ดังนี้
1.
เขียนวัตถุประสงค์โดยกำหนดความรู้และความสามารถที่ต้องการ จะให้เกิดแก่ผู้เรียน เขียนวัตถุประสงค์ในลักษณะที่จะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวิชา กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่กิจกรรม
2.
กำหนดเวลาในการสอนให้เหมาะสมกับกำหนดเวลาต่างๆ ตามปฏิทินของโรงเรียน เช่น
จำสอนเมื่อใด ใช้เวลาเท่าไร ยืดหยุ่นได้หรือไม่
ต้องใช้เวลาออกสำรวจหรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียนหรือไม่ ฯลฯ
3.
จองเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการกระทำกิจกรรม
ขั้นที่ 3
ระบุทรัพยากรที่ต้องการ
ควรคำนึงถึงทรัพยากรที่หาได้ง่าย
แล้วติดต่อแหล่งทรัพยากร
ขั้นที่ 4
พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้
1.
พัฒนากิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาอื่น
2.
ตั้งจุดมุ่งหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน
3.
เลือกวิธีที่ครูวิชาต่างๆ
จะทำงานร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวิชา
4.
เลือกวิธีการสอนที่จะใช้
5. สร้างเอกสารแนะนำการปฏิบัติกิจกรรม
6.
สิ่งที่ครูควรจะต้องเตรียมล่วงหน้าอาจประกอบด้วยสิงต่อไปนี้
- ใบความรู้
- ใบงาน
- แบบบันทึก
(ซึ่งอาจเป็นแบบที่ครูออกแบบให้เลย
หรืออาจเป็นแบบบันทึกที่นักเรียนจะต้องช่วยกันออกแบบก็ได้)
- สื่อและอุปกรณ์อื่นๆ
- แบบประเมิน
- ฯลฯ
-
พยายามปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
แต่อาจปรับกิจกรรมตามความสนใจของนักเรียน
-
ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดหน่วยการเรียน
-
ร่วมมือกับครูคนอื่น
มีการพบกันเป็นระยะเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า
ขั้นที่ 6 ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน
โดยครูควรกระทำตลอดเวลาเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงงานครูอาจให้นักเรียนประเมินผลตนเองก็ได้ครูควรใช้วิธีประเมินผลที่หลากหลายและให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง เช่น
สังเกตวิธีการและขั้นตอนในการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตรวจผลงาน ทอสอบ
ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของนักเรียน
ประเมินจากการนิทรรศการของนักเรียน
การสัมภาษณ์นักเรียน ฯลฯ
ขั้นที่ 7
ประเมินกิจกรรมการเรียนการสอน
โดยครูสำรวจจุดเด่น-จุดด้อย
ของกิจกรรม
แล้วบันทึกไว้เพื่อนำไปปรับปรุง
ขั้นที่ 8
แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกันเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมในครั้งต่อๆไป
วิธีที่สอง
เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้ก่อน
ขั้นที่
1
เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้จาก
2 รายวิชาขึ้นไปที่จะนำมาบูรณาการกันโดยจะต้องพิจารณาว่าจุดประสงค์นั้น
ๆ เกี่ยวข้องกันหรือไม่ และเกี่ยวข้องกันอย่างไร ถ้าหากมีความสัมพันธ์เกี่ยวกันหรือไปด้วยกันได้
จึงนำมาบูรณาการกัน
ขั้นที่ 2
นำจุดประสงค์ดังกล่าวในขั้นตอนที่
1 มาสร้างเป็นหัวเรื่อง (Theme) ที่ร่วมกันระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้
ขั้นที่ 3
ระบุทรัพยากรที่ต้องการ
ขั้นที่ 4
พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นที่ 5
ดำเนินการตามกิจกรรมการเรียนการสอนที่เตรียมไว้
ขั้นที่ 6
ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน
ขั้นที่ 7
ประเมินกิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นที่ 8
แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน
รายละเอียดของกิจกรรมในขั้นตอนต่างๆ
มีรายละเอียดคล้ายคลึงกับวิธีที่หนึ่ง
ต่างแต่ การสลับลำดับขั้นเท่านั้น
สำหรับการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่
3 (Multidisciplinary Instruction)
และรูปแบบที่ 4 (Transdisciplinary Instruction) นั้น เน้นที่งานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามากกว่า 1
สาขาวิชาขึ้นไปที่จะให้นักเรียนปฏิบัติหรือศึกษา
ดังนั้นวิธีการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการในขั้นที่
4 “การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน” จึงเป็นการกำหนดงานหรือโครงการ (Project) ที่จะให้นักเรียนทำ ทั้งนี้เพราะการสร้างงานหรือโครงการเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการเพราะสามารถเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลายๆ สาขาวิชาได้
งานหรือโครงการที่นักเรียนจะต้องทำมี 4
ประเภทคือ
1. ข้อสรุป
หมายถึงข้อสรุปทั่วไปที่สร้างขึ้นจากการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2. กระบวนการ
หมายถึงวิธีดำเนินการโดยละเอียดในการแก้ปัญหา หรือในการทำงาน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น